จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ 1,654



‘บัดซบ’


หลังถูกตัดสิทธิ์จากสถานะผู้ทำพันธสัญญากับบาเอล


แอ็กนัสซึ่งเริ่มคุ้นชินกับวิถีชีวิตอันสงบสุข เชื่อว่าโลกของตนกำลังจะเปลี่ยนไป


คงไม่ได้เห็นภาพอันน่าโหดร้ายอีกแล้ว


จึงเผลอประมาท


[เปลี่ยนเป็นระบบการแสดงผลสำหรับคนจิตอ่อน]


แอ็กนัสที่รีบปรับการตั้งค่าตัวเลือกเกม สูดลมหายใจยาวหลังจากกลั้นมาสักพัก


ใบหน้ายังคงขาวซีด


ตอนนี้เม็มฟิสในกรงอาจถูกแปะปลาสเตอร์หรือผ้าพันแผลไว้บนใบหน้าที่น่ารัก แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้ลืมภาพที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่


สยดสยองจนฝังลึกลงในความทรงจำ


“…”


สมัยยังเป็นผู้ทำพันธสัญญากับบาเอล


ตามความคิดของมัน แอ็กนัสเชื่อว่าตนป่าเถื่อนยิ่งกว่าผู้เล่นคนใดทั้งหมด


ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ไปมากมาย


แม้หลายครั้งจะมิอาจเลี่ยงเนื่องจากเป็นภารกิจของบาเอล แต่ในท้ายที่สุด ผู้ลงมือก็ยังเป็นแอ็กนัส


หากไม่คิดจะทำร้ายผู้อื่น ก็คงไม่เลือกเดินบนเส้นทางผู้ทำพันธสัญญากับบาเอลตั้งแต่ต้น


ในช่วงเวลาดังกล่าว แอ็กนัสต้องเปลี่ยนการตั้งค่าของเกมให้เป็นสำหรับคนจิตอ่อน


มันเห็นเลือดและน้ำตามากถึงเพียงนั้น


แอ็กนัสเพิ่งได้ตระหนัก


มันกับบาเอลแทบไม่ต่างกัน


เหยื่อที่สูญเสียชีวิตหรือครอบครัวไปเพราะตน ก็เหมือนกับเม็มฟิสที่ถูกขังอยู่ในกรง


เรามันปีศาจ…


“ใช่… พวกเราไม่ควรลืมบาปของตัวเอง”


“…”


“ฉันไม่ได้ลืม”


เบ็ตตี้อาจมีรูปลักษณ์ภายนอกเป็นเด็กสาว


แต่เธอกลับอ่านใจแอ็กนัสได้เหมือนกับยายเฒ่าเจนโลก


มันทำใจให้ชินไม่ได้สักที


“บาเอลแค่มอบพลังและอำนาจในการทำบาป เราต่างห่างที่เป็นผู้ลงมือ”


คำพูดดังกล่าวทำลายเศษเสี้ยว ‘ข้ออ้าง’ ที่ยังหลงเหลือภายในใจแอ็กนัส


เมื่อเกราะป้องกันที่ชื่อบาเอลค่อยๆ เลือนหาย สมองแอ็กนัสเริ่มวิงเวียน


แต่มันก็กัดฟันทน ยอมรับ และทำความเข้าใจ


น่าประหลาด แอ็กนัสกลับรู้สึกผ่อนคลาย


คล้ายกับหัวใจที่แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ประกอบกลับเข้าด้วยกันใหม่


“เราต้องชดใช้บาปไปชั่วชีวิต นั่นคือหน้าที่”


ดังนั้น จงมาเป็นผู้สืบทอดของข้า


เบ็ตตี้ถือโอกาสเกลี้ยกล่อมแอ็กนัส


แอ็กนัสจ้องหน้าเธอสักพัก ก่อนจะละทิ้งความดื้อรั้น


“ก็ได้”


ห้ามหยุดเกลียดตัวเองในอดีต


เหมือนกับผู้หญิงคนนี้ที่นำเม็มฟิสออกมาดูแลนอกกรง ตนก็มีความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับ


ดังนั้น มีแต่ต้องก้าวต่อไปข้างหน้า


“พวกเขาจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม…”


โนเอะที่ลอยตัวข้างเบ็ตตี้ เผยความกังวลทางสีหน้า


เมื่อเห็นร่างกายอันซูบผอมของเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ โนเอะละอายใจและพยายามซ่อนพุงป่องๆ ด้วยขาหน้าทั้งสองข้าง


แน่นอนว่าบังไม่มิด


พุงที่ยื่นออกจากอุ้งเท้ากลมๆ สีขาวซึ่งดูคล้ายกับสวมถุงมือ ยังคงโดดเด่นเป็นสง่า


“กรร…”


“ฝ่อ!”


เหล่าเม็มฟิสขาดสติมาเป็นเวลานาน


พวกมันแหกปากครวญครางไม่เป็นภาษา เพราะมิอาจทนต่อความเจ็บปวดจากบาดแผล


ฟังดูเหมือนเสียงร้องอันโหยหวน


พวกมันคงทั้งเศร้าและเกลียดชัง


เกลียดชังร่างกายตัวเองที่ถูกบาเอลทำลาย


เกลียดชังโลกที่ตัวเองเกิดมา


เหมือนกับแอ็กนัสในอดีตไม่มีผิด


หรือไม่ก็ เหมือนกับเหยื่อที่แอ็กนัสเคยทำร้าย จนหลงเหลือเพียงความสิ้นหวัง


“ใช่ พวกเขาจะไม่เป็นอะไร”


เมื่อเห็นเบ็ตตี้ยิ้ม ใบหน้าแอ็กนัสพลันดำมืด


เป็นครั้งแรกที่คนไร้อารมณ์อย่างเธอ แสดงออกทางสีหน้า


เป็นความพยายามจากก้นบึ้งเพื่อปลอบโยนจิตใจเม็มฟิส


แม้จะไม่อยากยิ้ม แต่ก็ต้องยิ้มเพื่อคนอื่น


แอ็กนัสเฝ้ามองอย่างเงียบงัน


เมื่อตระหนักถึงความหมายในพฤติกรรมของเบ็ตตี้ เป็นอีกครั้งที่หัวใจของมันเริ่มสั่นคลอน


นี่คือวิถีชีวิตที่แอ็กนัสต้องเรียนรู้และเดินตามในอนาคต


ใช่แล้ว เธอเป็นรุ่นพี่…


“มาผ่าตัดกันเถอะ”


เนื่องจากร่างกายเป็นอันเดด จึงมีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างกระดูก


เธอเคยวิจัยสิ่งมีชีวิตมามาก และนั่นช่วยให้มีประสบการณ์


ได้เวลานำการฝึกฝนมาปฏิบัติจริง


เบ็ตตี้โอบกอดเม็มฟิสที่ดิ้นรนขัดขืน จากนั้นก็หยิบเครื่องมือและยาออกมา


แม้จะได้ยินเสียงกระดูกหน้าอกและเอวของตัวเองหัก แต่เบ็ตตี้มิได้สั่นไหว


เม็มฟิสที่ต้องกลายเป็นเช่นนี้เพราะเธอเพิกเฉย เจ็บปวดมากกว่าเธอในปัจจุบันนับหมื่นเท่า


เธอไม่มีสิทธิ์แสดงความเจ็บปวดต่อหน้าเด็กๆ


“แขนของเธอ…”


แอ็กนัสพูดขัดจังหวะเพราะทนดูไม่ได้


แขนของเบ็ตตี้ข้างที่ถูกเม็มฟิสกัด กำลังสั่นเทาราวกับจะหลุดออกจากไหล่


เบ็ตตี้เล่าความจริง


“ฉันเป็นคนพาพ่อแม่ของเด็กพวกนี้มาที่นี่”


หลายร้อยปีก่อน


เธอทำตามคำสั่งของบาเอล


จับเม็มฟิสภายในนรกมาขังไว้ที่นี่


เม็มฟิสถูกทรมานนับแต่นั้นเป็นต้นมา


ฝันร้ายอันดับสอง จากสิบเจ็ดฝันร้ายที่เธอเห็นซ้ำไปซ้ำมาในทุกคืน


ทั้งที่เป็นอันเดดซึ่งไม่มีสิทธิ์หลับ


ในสภาพลืมตา เธอทุกข์ทรมานจากฝันร้ายในจิตใต้สำนึกมานานนับร้อยปี


“นี่คือความรับผิดชอบของฉัน”


ไม่ใช่เพื่อยุติฝันร้าย


“มันคือหน้าที่”


“…”


***


หากเทียบกับประชากรทั้งหมดบนทวีป จำนวนคนที่แหงนหน้ามองท้องฟ้าอาจเป็นส่วนน้อย


หลายคนยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมอง


คนที่กล้ามองส่วนใหญ่เป็นผู้เล่น


แต่ถึงจะเป็นผู้เล่น ก็ยังสนใจแค่การต่อสู้ของกริด อัครสาวก หรือเหล่าสภา


สำหรับฉากอื่น ไม่ต้องสงสัยเลยว่ารีบเบือนหน้าหนี


ดูไปก็ไม่มีประโยชน์


สิ่งที่ได้รับมีเพียงความเกลียดชังและความเครียดโดยใช่เหตุ


ไม่มีประโยชน์ที่ต้องทนดูเหยื่อที่ถูกอสูรหรือสัตว์ประหลาดสังหารโหด


“เค็น…? น่าจะเก่งที่สุดในหมู่สภาแล้วใช่ไหม?”


นักสู้เค็น


หนึ่งในสภาแห่งหอคอยกำลังสร้างปรากฏการณ์แปลกประหลาด


เหล่าอสูรและสัตว์อสูรที่ขวางทางเค็น ล้วนตายในสภาพศีรษะระเบิด


ประหนึ่งระเบิดเวลาที่ถูกติดตั้งไว้ล่วงหน้า


เป็นภาพที่ยากจะเข้าใจ แม้จะเพ่งมองด้วยตาทั้งสองข้าง


จนกระทั่งวิดีโอการวิเคราะห์ถูกอัปโหลดขึ้นไปยังชุมชน


ต้องกรอภาพให้ช้ากว่าปรกติเป็นร้อยเท่าจนทุกสิ่งดูพร่ามัว


ช่วยให้เห็นรางๆ ว่านักสู้เค็น ‘ปลิดชีพ’ อสูรด้วยหมัดหรือไม่ก็เท้า


คล้ายกับยิ่งทำคอมโบมากขึ้น ก็ยิ่งกระตุ้นทักษะติดตัวให้เร่งความเร็วเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า


หลายฝ่ายวิเคราะห์ยังกันว่า คอมโบของเค็นอาจรวมไปถึงพฤติกรรมที่ดูไม่สำคัญอย่างการขยับคาง


มีเพียงเหตุผลนี้เท่านั้น จึงจะอธิบายได้ว่าทำไมเค็นถึงรักษาสุดยอดความเร็วไว้ได้ตลอดเวลา


“แต่ฉันว่าพวกคนยักษ์เก่งกว่า”


เดิมที ผู้คนเคยคิดว่าอเบลลิโอ้แข็งแกร่งที่สุด


นั่นเพราะอีกฝ่ายสามารถวาดภาพกริดและฮายาเตะออกมาช่วยสู้


จำนวนผู้เล่นที่เปลี่ยนไปเป็นคลาสจิตรกรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปิกัสโซ่กลายเป็นบุคคลที่ถูกพูดถึงในทันที


บริษัทชั้นนำระดับโลกที่เล็งเห็นคุณค่าในตัวปิกัสโซ่ พยายามติดต่อเพื่อขอเป็นสปอนเซอร์


อเบลลิโอ้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้น


ทว่า จิตรกรมีจุดอ่อนที่ชัดเจน


ภาพวาดยังด้อยกว่าร่างจริงพอสมควร และหากถูกขัดจังหวะขณะวาด ประสิทธิภาพก็ยิ่งลดลง


หลักฐานยืนยันก็คือ อเบลลิโอ้เริ่มเสียท่าหลังจากถูกซุ่มยิงโดยจอมอสูรลำดับแปด บาร์บาทอส


แต่ในทางกลับกัน สองพี่น้องคนยักษ์สามารถแสดงฝีมืออันท่วมท้นได้โดยไม่มีแผ่ว


ลาร์ดวูล์ฟคุมจักรกลเวทมนตร์ได้สิบเครื่องพร้อมกัน ขณะเดียวกันก็ใช้ร่างจริงขับจักรกลเวทมนตร์ยักษ์สูงสิบห้าเมตร


กองทัพหุ่นยนต์ขนานแท้


เหล่าอสูรที่มิอาจต่อต้าน ทำได้เพียงหันหลังเผ่นหนี


ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น


ก่อนจะลุยนรก ลาร์ดวูล์ฟได้ปรับแต่งจักรกลเวทมนตร์ให้เป็นอาวุธสังหารอสูร มิใช่มังกร


ไม่ต้องพูดถึงฟรอนซาลส์


อันดับในหอแห่งปัญญาอาจไม่เชื่อมโยงกับฝีมือ แต่มีข้อยกเว้นในสองอันดับแรก


เหตุผลที่ฟรอนซาลส์คือเบอร์สอง เพราะมันคู่ควรกับการเป็น ‘ตัวแทน’ ฮายาเตะ


ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ ต้องขอบคุณกริดที่ช่วยฟื้นฟูพลังในอดีตกลับคืน


วงแหวนเทพ


สมบัติวิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์


สิ่งที่นำพายุครุ่งเรืองมาสู่คนยักษ์


ฟรอนซาลส์คือผู้สืบทอดเจตจำนงของคนยักษ์ที่สูญพันธุ์


หากมันไม่แข็งแกร่ง นั่นจะถือเป็นบาปร้ายแรง


“เถียงกันไปก็เท่านั้น สถานการณ์ราบรื่นก็ดีแล้ว”


บาเอลเคยสำแดงพลังอันน่าเกรงขามให้ทุกคนได้ประจักษ์


ต่อให้กริดและอัครสาวกร่วมมือกัน ก็คงยากที่จะต้านทานไหว


จนกระทั่งเหล่าสภาลึกลับปรากฏตัวและคอยเป็นพลังให้กริด


เหล่านักรบจากหอแห่งปัญญาที่นำโดยนักล่ามังกร


ทุกคนล้วนเก่งกาจ


ความหวังที่ไม่เคยมีอยู่เริ่มงอกเงย


แต่ถ้าจะถามว่าสิ่งใดยังไม่ราบรื่น


“ไม่อยากเชื่อว่าทางกริดจะตึงมือ”


จอมอสูรลำดับยี่สิบ เอลิกอส


ในปัจจุบัน ทั้งผู้เล่นและผู้ชมไม่ใช่ไอ้งั่ง


พวกมันทราบได้ทันทีว่า เอลิกอสคือจอมอสูรที่ไม่เชื่อมโยงกับอันดับ


ไม่อย่างนั้นคงไม่ต่อสู้กับกริดได้อย่างสูสี


แข็งแกร่งกว่าจอมอสูรหลักเดียวส่วนใหญ่อย่างเห็นได้ชัด


สาเหตุน่าจะมาจากพลังพิเศษของมัน


พลังในการควบคุม ‘วิถี’


สมมติให้เอลิกอสยืนอยู่ในห้องกว้าง


ขนาดของห้องไม่มีผลกับมันแม้แต่น้อย


เอลิกอสสามารถดีดลูกบอลที่พุ่งเข้าใส่ตน ให้กระเด็นไปในวิถีที่ต้องการ


สามารถสั่งให้ลูกบอลพุ่งไปยังตำแหน่งและช่วงเวลาที่กำหนด รวมถึงทิศทางการชิ่งของลูกบอล


วิถีอันไร้สิ้นสุด


เอลิกอสสามารถรับและสะท้อนการโจมตีของกริดกลับไปเรื่อยๆ ทำให้ถือครองความได้เปรียบอยู่ตลอดเวลา


มันสวนกลับทุกการโจมตีของกริดโดยที่ตัวเองไม่มีบาดแผล


แต่ถึงอย่างนั้น ทางด้านกริดที่ไม่มีรอยขีดข่วนเช่นกัน เป็นสัตว์ประหลาดที่ดูน่าทึ่งว่าเอลิกอสหลายเท่า


อย่างไรก็ดี ในอีกนัยหนึ่ง นั่นแปลว่ากริดถูกตรึงไว้ที่นี่


ไม่ต้องสงสัยเลยว่า กริดผู้มีเป้าหมายหลักเป็นการช่วยเหยื่อในนรก คงหงุดหงิดกับสถานการณ์ปัจจุบันไม่น้อย


ผู้คนต่างพากันกังวล


ทว่า


‘ไม่ต้องรีบร้อน เวลาอยู่ข้างเรา’


กริดทำตัวสบายๆ


ชายหนุ่มมองสถานการณ์ในเชิงบวก


ประการแรก เหยื่อที่ยังติดอยู่ในนรกส่วนใหญ่เป็นผู้เล่น


ประการที่สอง NPC จำนวนน้อย รวมถึงลอร์ดแต่ละเผ่าพันธุ์ ถูกซิกช่วยเหลือไว้แล้ว


หลังจากถูกกับดักเวทมนตร์เล่นงานจนสมาชิกกระจัดกระจาย ซิกได้ส่งเสียงกังวานแจ้งว่าไม่ต้องเป็นห่วง


กริดโล่งใจในทันที


ประการที่สาม หน้าที่ในการค้นหาจันทร์ขุมนรกเป็นของเมอร์เซเดส ไม่ว่ายังไงก็ต้องรอจนกว่าเธอจะระบุตำแหน่งได้


ประการที่สี่ หัตถ์เทวะกำลังพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง


หัตถ์เทวะที่ปัจจุบันมีมากถึงหนึ่งร้อยข้าง กระจายตัวออกไปเพื่อกางโครงข่ายประสาทสัมผัสเทียม พลางใช้ไท้เก็กเพื่อลดทอนการโจมตีจากเอลิกอส


ช่วงแรกตอบสนองได้แย่มาก แต่กริดสัมผัสได้ถึงพัฒนาการ


ราวกับพวกมันเฝ้ามองและเรียนรู้จากเอลิกอส


‘ประสบการณ์แบบนี้ คงหาจากที่ไหนไม่ได้แล้ว’


เคร้ง เคร้ง เคร้ง!


นอกจากนั้น กริดยังยิ้มอย่างสบายใจ พลางซ่อมแซมชุดเกราะที่ถูกเอลิกอสโจมตีแทรกผ่านประสาทสัมผัสเทียม


เห็นได้ชัดว่าเอลิกอสเริ่มท้อแท้


เกราะที่ไม่ว่าจะโจมตีได้รุนแรงสักเพียงใดก็ไม่ชำรุด


หรือต่อให้สึกหรอ แต่ก็ซ่อมแซมกลับเป็นปรกติได้ในทันที


ไม่ว่าจะมองมุมไหน เอลิกอสก็ไม่มีทางสร้างความเสียหายลงบนตัวกริด


ในเวลาเดียวกัน บนโลกกึ่งกลาง


“…?”


ผู้คนที่เดินไปมาตามวิถีชีวิต จู่ๆ ก็พากันเย็นสันหลังวาบ


สาเหตุมาจากเงายักษ์ที่กำลังแผ่ปกคลุมพื้นดิน จนเผลอเข้าใจผิดคิดว่าเป็นช่วงเวลากลางคืน


บางสิ่งที่มีขนาดมโหฬารกำลังปรากฏกายบนท้องฟ้า


หากจะถามว่ามีสิ่งใดใหญ่มหึมาได้เท่านี้บ้าง แม้แต่ในตำนาน ผู้คนก็ยังคิดออกเพียงชื่อเดียว


โฮกกกกก!


มังกร


[มังกรมารบันเฮเลียร์ปรากฏตัว!]


ข้อความโลกเพียงหนึ่งบรรทัด


สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้หนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์


ยิ่งกว่ามหากาพย์ของกริด


สมองของมนุษย์ทุกคนบนโลกกึ่งกลางกำลังขาวโพลน


______________
ปัจจุบันแปลถึงตอน 2,059   ★ ★ จบบริบูรณ์  ★ ★
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ #BJKNovel #BJK_Novel #Overgeared_แปลไทย #Overgeared #นิยาย_เกมออนไลน์ #พระเอกเทพ

Comments

recent post


♥ All Chapters ♥
ออกทุกเย็น
ช่วงเวลา 18.00 - 24.00