จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ 1,649



‘นี่มันเรื่องอะไร…?’


กริดถูกเล่นงานโดยเวทมนตร์สุ่มตำแหน่ง


ขณะมองไปรอบตัวเพื่อยืนยันสถานที่ ชายหนุ่มตกตะลึงเมื่อเหลือบไปเห็นข้อความโลก


ณ ขุมนรก เทพผู้เสด็จเยือนได้มาถึงแม่น้ำแห่งการคืนชีพ เหล่าอสูรต่างแตกตื่นเมื่อเห็นว่าดวงวิญญาณที่กำลังโหยหวน เริ่มสงบลงเพราะไออุ่นจากพลังเทพ…


ในความเป็นจริง กริดถูกกับดักเล่นงาน


แต่มหากาพย์ดันเชิดชูและยกย่องพฤติกรรมของตน


แม้จะค่อนข้างอับอาย แต่กริดก็เข้าใจสถานการณ์


‘มหากาพย์บทใหญ่…’


โดยธรรมชาติแล้ว มหากาพย์ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว


ทั้งรูปแบบและการบรรยายจะเปลี่ยนไปเสมอ บางครั้งเป็นเนื้อหากระตุ้นอารมณ์ และบางครั้งเป็นแค่บันทึกเหตุการณ์


จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ หากมหากาพย์จะมีรูปแบบแตกต่างจากปรกติ


และไม่เกี่ยวว่านี่คือบทที่ยี่สิบ


ลำดับของมหากาพย์ไม่มีผล


ความพิเศษของสถานการณ์ต่างหาก ที่ทำให้ขอบเขตของมหากาพย์กว้างขึ้น


[มหากาพย์บทที่ยี่สิบเริ่มต้นขึ้น]


[นี่คือมหากาพย์บทใหญ่ ที่จะสร้างแรงกระเพื่อมเหนือห้วงมิติของ <นรก>]


[เนื่องจากมิอาจทำนายอนาคต ระบบจึงไม่สามารถทำนายเนื้อหาและบทสรุปของมหากาพย์]


[ผู้คนมากมายกำลังเฝ้ามองท่าน หลายคนเป็นสาวกของท่าน ดังนั้น พวกเขาจะตีความพัฒนาการของท่านในแง่บวกเสมอ]


บาเอลไม่เคยแอบยั่วยุกริด


เพราะมันทำต่อหน้าทุกคน


เฉกเช่นดวงวิญญาณในแม่น้ำแห่งการคืนชีพที่ขาดอิสรภาพ บาเอลจับ ‘คนเป็น’ ในนรกเป็นตัวประกัน


แถมยังเปลี่ยนให้ท้องฟ้าบนโลกกึ่งกลาง ฉายภาพอันน่าสังเวชของนรก


นี่คือการประกาศสงคราม


กริดไม่มีเหตุผลให้ต้องเพิกเฉย และใจจริงก็ต้องการปะทะอยู่แล้ว


ท่ามกลางสายตาของผู้คน ชายหนุ่มเคลื่อนพลบุกนรก


มนุษย์เกือบทั้งหมด กำลังเฝ้ามองกริดมาเยือนแม่น้ำแห่งการคืนชีพ


เนื้อหาของมหากาพย์บทที่ยี่สิบถูกถ่ายทอดผ่านดวงตาและปากของเหล่าสาวก


แตกต่างจากมหากาพย์บทก่อนๆ ที่จะมีกริดเป็นตัวหลักของเหตุการณ์เสมอ


“หืม…”


กริดเตะก้อนหินใต้ฝ่าเท้า


แกร่ก!


ก้อนหินที่มิอาจทนต่อแรงเตะ แหลกละเอียดและกลายเป็นเถ้าถ่าน


[องค์เทพทำลายสัญลักษณ์ของนรก เหล่าอสูรที่รังเกียจความสง่างาม ต่างสั่นสะท้านหลังจากมองเห็นอนาคตของตน]


ข้อความโลกพร่ำพรรณนาไม่หยุด


“…”


จะได้ออกมาเป็นหนังสือกี่เล่ม?


ขณะกริดครุ่นคิดอย่างจริงจัง และระมัดระวังคำพูดกับการกระทำของตนด้วยความรอบคอบ


“เทพโอเวอร์เกียร์…”


เงาดำขนาดมหึมาปกคลุมร่างกริด


เป็นเงาของสุนัข


ผู้เฝ้านรกสามเศียร


ร่างต้นแบบของเซอร์เบอรัสที่เคยโผล่บนโลกกึ่งกลาง สัตว์ในตำนานตัวจริงเสียงจริง


ย้อนกลับไปสมัยได้เห็นครั้งแรก กริดเคยถูกขนาดและปราณอสูรของมันข่มขวัญ


เหนือสิ่งอื่นใด อัศวินดำเอลิกอสที่ขี่หลังเซอร์เบอรัสนั้นแข็งแกร่งมาก


[จอมอสูรลำดับยี่สิบ อัศวินดำ ‘เอลิกอส’ ผู้ปกป้องแม่น้ำแห่งการคืนชีพ ปรากฏตัว]


[เอลิกอสปฏิเสธชีวิต เผ่าพันธุ์ของท่านจะถูกเปลี่ยนเป็นอันเดด]


[ท่านต้านทาน]


[เอลิกอสมักแทรกแซงวัฏจักรการคืนชีพของดวงวิญญาณด้วยอำนาจพิเศษ หากเอลิกอสตาย มีโอกาส 50% ที่ท่านจะได้รับผลข้างเคียง ‘ห้ามคืนชีพ’ ส่งผลให้ไม่สามารถล็อกอินเข้าเกมได้เป็นเวลา 24 ชั่วโมง]


[ต้านทานล้มเหลว]


[ท่านได้ประจักษ์สัตว์อสูร ‘เซอร์เบอรัส’ ที่เคยปรากฏในตำนาน]


[เมื่อเผชิญหน้ากับดวงตาทั้งหกของเซอร์เบอรัส ความสิ้นหัวจะกัดกินหัวใจท่าน ประสาทสัมผัสของท่านจะถูกรบกวน]


[ค่าต้านทานธาตุไฟ ความเย็น และพิษจากลมหายใจเซอร์เบอรัสจะลดลงอย่างมาก]


[ท่านต้านทาน]


ลำดับของจอมอสูร ใช้บ่งบอกความแข็งแกร่งไม่ได้เสมอไป


ตัวตนที่คอยปกป้องแม่น้ำแห่งการคืนชีพ ถูกกล่าวขานว่าทรงพลังยิ่งกว่าจอมอสูรหลักเดียว


ซาลิเอลระบุว่าเอลิกอสคืออสูรที่แม้แต่เทพสวรรค์ยังหวาดระแวง


ในอดีต เอลิกอสแข็งแกร่งจนกริดและเหล่าอัครสาวกต้องล่าถอย


แต่ในเวลานั้นกริด และอัครสาวกได้รับผลข้างเคียงร้ายแรงจากนรก


บราฮัมยังไม่ได้พลังกลับคืน กริดและอัครสาวกยังไม่แข็งแกร่งเท่าปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่มีซิก


“เจ้ากล้าเหยียบแม่น้ำตามลำพัง?”


เอลิกอสถามด้วยความสงสัย


คล้ายกลับมันไม่รู้ว่ากริดถูกส่งมาที่นี่แบบสุ่ม


ไร้เดียงสาจนอดคิดไม่ได้ว่า เอลิกอสอาจไม่ตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันของนรก


‘ที่ได้ยินมาว่าเป็นหมาป่าเดียวดาย ดูเหมือนจะจริงสินะ’


นรกขุมที่ยี่สิบ คือหนึ่งในหัวใจสำคัญของนรก


ไม่เพียงจะมีแม่น้ำแห่งการคืนชีพ แต่ยังรวมไปถึง ‘ปากสุนัข’ ซึ่งเป็นทางเข้าหลักของนรก


ไม่มีทางที่บาเอลจะส่งพวกสมองทึบมาปกครองนรกขุมยี่สิบ


เอลิกอสแข็งแกร่งมากพอที่จะได้รับอิสระ


ไม่ถูกควบคุมโดยบาเอลหรืออาโมแรค


จริงอยู่ มีแนวโน้มสูงที่เอลิกอสจะเอนเอียงไปทางบาเอล ผู้เปลี่ยนแม่น้ำแห่งการคืนชีพให้อยู่ในสภาพปัจจุบัน แต่ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้ติดต่อกันตลอดเวลา


‘…หรืออาจไม่ได้ติดต่อกันเลย’


กริดนึกภาพที่บาเอลช่วยเหลือใครไม่ออก


จ้องมองอย่างเงียบงันสักพัก ชายหนุ่มถามเอลิกอส


“ถ้าฉันฆ่านาย แม่น้ำแห่งการคืนชีพจะถูกชำระล้างหรือไม่”


“ถูกชำระล้าง? หมายถึงกลับไปอยู่ในสภาพเดิม?”


“ใช่ เหมือนกับตอนที่ยาธานสร้างขึ้น”


“ไม่ได้… แค่ฆ่าข้า ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร”


ตัวตนที่มีสีดำเป็นสัญลักษณ์ สีที่หมายถึงอสูรและความชั่วร้าย


แม้เอลิกอสจะเป็นจอมอสูรที่พิเศษกว่าใคร แต่ในท้ายที่สุด ผู้เปลี่ยนนรกให้อยู่ในสภาพปัจจุบันคือบาเอล


เฉกเช่นที่ความตายของจอมอสูรในนรกขุมอื่น จะไม่ส่งผลต่อภาพรวมนรก ความตายของเอลิกอส ก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงแม่น้ำแห่งการคืนชีพหรือปากสุนัขได้


‘คงต้องฆ่าบาเอลสถานเดียว’


เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณในแม่น้ำ หนทางเดียวคือการทำลายกฎปัจจุบัน


หากไม่ปราบตัวตนระดับบอสใหญ่โดยตรง ก็คงคาดหวังผลลัพธ์ที่ต้องการได้ยาก


น้ำเสียงแหบพร่าของเอลิกอส ดังเข้าไปในโสตประสาทกริดที่กำลังกระจ่าง


“ทว่า… ถึงจะไม่ถูกชำระล้าง แต่ดวงวิญญาณบางส่วนจะได้รับอิสรภาพกลับคืน… พวกดวงวิญญาณที่ถูกข้าใช้อำนาจตัดวัฏจักรการคืนชีพ”


ความเถรตรงของเอลิกอสมิได้เกิดขึ้นจากน้ำใจ


แต่เป็นการยั่วยุ


“สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อข้าตาย… แต่เจ้าจะทำได้จริงหรือ?”


ชิ้ง!


เอลิกอสได้ชื่อว่าอัศวินดำ เพราะมันสวมใส่ชุดเกราะสีดำ


หมวกและชุดเกราะเต็มอัตราศึกสีดำสนิท


ปราณอสูรของเอลิกอสที่หุ้มทับอีกชั้น ยิ่งทำให้ยุทธภัณฑ์ทวีความแข็งแกร่ง


เอลิกอสเผชิญหน้ากับกริดด้วยชุดเกราะสีดำล้วนชนิดที่ไม่เผยเนื้อหนังในส่วนใด


กระทั่งแสงจากดวงตาก็ยังเป็นสีดำสนิท ดูไม่ต่างอะไรกับเงามืด


“แม้จะเป็นโลกกึ่งกลาง แต่คามิคินก็ถูกสังหารอย่างง่ายดาย… ข้าจะไม่ประมาทเจ้า”


ยิ่งบริสุทธิ์เพียงใดก็ยิ่งงดงาม


สีดำของเอลิกอสสง่างามเกินกว่านิยามของคำว่าชั่วร้าย นั่นทำให้เอลิกอสเป็นตัวตนที่พิเศษ


รูปลักษณ์ของมันสะกดได้แม้กระทั่งมนุษย์บนโลกกึ่งกลาง


มนุษย์ที่เป็นสักขีพยานในมหากาพย์บทที่ยี่สิบ เริ่มผุดความหวาดหวั่นต่อรูปลักษณ์เอลิกอส ในสายตาเหล่าสาวกของกริด เอลิกอสคืออสูรที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่พวกมันเคยพบเจอ


แต่กริดทราบดี


ทันทีที่บาเอลปรากฏในมหากาพย์ เอลิกอสจะสูญเสียตำแหน่ง ‘ผู้แข็งแกร่งที่สุด’ ไป


กลายเป็นตำแหน่งที่อาจทัดเทียมกับสี่ราชันสวรรค์


หากหวังจะก้าวไปข้างหน้า อุปสรรคระดับนี้ต้องถูกสะสางอย่างไม่ยากเย็น


“เข้ามา”


กริดผู้สวมดาบคู่ในพริบตา กวักมือเรียก


ชายหนุ่มไม่คิดจะใช้ทักษะส่งเดช


ด้วยเกรงว่าบาเอลอาจแทรกแซง จึงเตรียมพร้อมรับมือกับความเลวร้ายทุกรูปแบบ


เคร้ง!


คมดาบในมือขวาของกริด รูดไปตามด้ามยาวของอาวุธเอลิกอส และไถลไปบนหลังมือของเกราะแขนสีดำ


ในเวลาเดียวกัน ปลายทวนเอลิกอสแทงกระทบเกราะไหล่ฝั่งซ้ายของกริด ใบมีดโค้งจันทร์เสี้ยวของทวนเกี่ยวลงบนลำคอชายหนุ่ม


แต่กริดมิได้หลั่งเลือดแม้แต่หนึ่งหยด


ศีรษะครานเบล


ส่วนเขาของหมวก พับลงมาพันรอบคอกริด


อาศัยปราณอสูรเพื่อก่อกวนปราณดาบและพลังเทพ


อาศัยพลังแห่งไอเท็มเพื่อยับยั้งพลังทำลายอันน่าสะพรึงของทวน


สีหน้าของกริดและเอลิกอส ที่ตระหนักถึงฝีมือแท้จริงของกันและกัน เริ่มเปลี่ยนเป็นตึงเครียด


แต่ทั้งสองต่างสวมหมวกเต็มใบ


ในสภาพไม่เห็นสีหน้าของกันและกัน พวกมันยังคงกระหน่ำอาวุธเข้าห้ำหั่น


อย่างไรก็ดี ฝ่ายที่เริ่มสั่นสะท้านก่อนคือเอลิกอส


นั่นเพราะปราณอสูรของเอลิกอสคือทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป แต่ไอเท็มของกริดจะถูกซ่อมแซมกลับเป็นปรกติได้ในทันที


‘…ฆ่าไม่ได้’


ทุกครั้งหลังจากการปะทะ เอลิกอสที่เห็นกริดนำค้อนออกมาทุบชุดเกราะตัวเอง พาลนึกไปถึงบาเอล


ในสายตาของศัตรู รูปแบบการต่อสู้ของกริดชั่วร้ายและฉ้อฉลเหนือพรรณนา


***


ไม่ช้าไปหน่อยหรือ?


ผู้คนที่กำลังเอาใจช่วยปิอาโร่ต่างผุดคำถามเดียวกัน


นั่นเพราะอสูรที่กำลังล้อมโจมตีล้วนลงมืออย่างคล่องแคล่ว ส่วนปิอาโร่ที่เป็นเหยื่อกลับตอบสนองได้เชื่องช้า


บาดแผลเพิ่มขึ้นทุกขณะ แม้จะคำนึงว่าต้องสู้ในสภาพแวดล้อมเสียเปรียบ แต่ปิอาโร่แสดงฝีมือได้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ราวกับกำลังถูกเล่นงานโดยดีบัฟทรงพลัง


“ชิ! ฆ่ามันไปจะได้อะไรดีๆ จริงหรือ?”


ท้ายที่สุด ข้ารับใช้ตนหนึ่งของบาเอลส่ายหน้า


แม้พวกมันจะประเมินปิอาโร่ไว้ต่ำ แต่ฝีมือต่อสู้จริงกลับต่ำยิ่งกว่า จนอดสงสัยไม่ได้ว่าการฆ่าชายคนนี้อาจเสียเวลาเปล่า


“ข้าไม่อยากออกมาก็เพราะแบบนี้”


หนึ่งในอสูรเผยความในใจ


ราวกับกำลังตำหนิอสูรตนอื่น ที่ปรารถนาพลังของมนุษย์จนต้องเสียเวลาออกจากภาวะจำศีล


และนั่นทำให้มันต้องชดใช้ในราคาแพง


ใบหน้าซึ่งกำลังบูดบึ้งของอสูรตนดังกล่าว ถูกคลอกด้วยเปลวไฟ


ไฟที่คล้ายกับลูกผสมระหว่างไฟสีฟ้าจากม้ามายา และไฟสีส้มของลาวาที่ซึมขึ้นจากพื้น


พลังทำลายไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เปลวไฟสีสันฉูดฉาดพุ่งปะทะด้วยความหนักหน่วง


ข้ารับใช้บาเอลที่พยายามกัดฟันอดทน ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหวจนต้องส่งเสียงครวญคราง


“เกิดอะไรขึ้น?”


ไม่ใช่แค่ผู้คนที่เฝ้ามองจากโลก แม้แต่เหล่าอสูรก็สับสน


เพราะไม่มีใครในพวกมันที่ทำร้ายพวกเดียวกัน


“แบบนี้นี่เอง…”


สายตาของเหล่าอสูรและสาธารณชน พุ่งเป้าไปยังปิอาโร่


อุปกรณ์ทำฟาร์มของปิอาโร่ ผู้กระซิบกระซาบกับตัวเองมาได้สักพัก กำลังลุกโชนด้วยเปลวไฟอันเกรี้ยวกราด


สีของไฟ เป็นสีเดียวกับไฟที่เพิ่งเผาหน้าอสูร


เหล่าอสูรต่างตกตะลึง


เหตุผลเปลวไฟในละแวกใกล้เคียงทั้งหมด เริ่มเคลื่อนไหวตามคำสั่งของปิอาโร่


เปลวไฟที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ กำลังรวมใจเป็นหนึ่งจนดูคล้ายกับเวทมนตร์


‘เหตุผลที่เขาตอบสนองได้ช้าในตอนแรก…’


ก็เพราะมัวสื่อสารกับไฟ?


ท่ามกลางความเงียบ ปิอาโร่ขมวดคิ้ว


“พลังแห่งการเผาไหม้…”


เปลวไฟซึ่งถูกควบคุมโดยปิอาโร่ผู้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ มีพลังรุนแรงเหนือความคาดหมาย แต่ถึงอย่างนั้น ปิอาโร่กลับมิได้พึงพอใจ


รากเหง้าของมันคือชาวนา


มันชอบดิน แสงแดด สายลม และสายฝนมากกว่า


ไม่มีทางหลงใหลเปลวไฟที่คอยแผดเผาทุ่งข้าวจนไหม้เกรียม


ราวกับตอบสนองต่อความรู้สึกนั้น


“ปิอาโร่! ฉันมาแล้ว!”


ในเวลาเดียวกัน ลอเอลที่รีบตรงมาช่วย ลงมือเสกลมและฝน


สีหน้าของมันเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ มังกรดำบนหลังมือกำลังเต้นรำอย่างมีความสุข


พลังในการเสกลมฝน


ท่าไม้ตายของปรมาจารย์ลมฝน ซึ่งเมื่อไม่นานนี้ถูกแร็บบิตนำไปใช้รีดไถนักท่องเที่ยว กลายเป็นประโยชน์ให้ปิอาโร่ได้ในยามวิกฤติ


เป็นธรรมดาที่ลอเอลจะดีใจ


“เยี่ยมเลย”


ปิอาโร่เผยรอยยิ้มอบอุ่น


จอบสั้นที่แกว่งอย่างแผ่วเบา เปลี่ยนทิศทางลมฝนได้ดั่งใจนึก เหล่าอสูรที่เห็นเช่นนั้นต่างรีบถอยกลับไปตั้งหลัก


เมล็ดพันธุ์นับหมื่นถูกโปรยไปทุกทิศ เพียงไม่นานก็งอกเงยท่ามกลางผืนดินที่ปราศจากเปลวไฟ


เกิดเป็นทุ่งข้าวสีเหลืองอร่ามภายในนรก


แม้แต่เทพแห่งผืนดิน ก็สร้างปาฏิหาริย์ระดับนี้ไม่ได้


‘อย่างน้อยก็ระดับเดียวกับเทพ… แตกต่างจากที่เคยได้ยินมาก’


ไม่มีทางชนะได้เลย


ข้ารับใช้ของบาเอลรีบประเมินปิอาโร่เสียใหม่


______________
ปัจจุบันแปลถึงตอน 2,059   ★ ★ จบบริบูรณ์  ★ ★
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ #BJKNovel #BJK_Novel #Overgeared_แปลไทย #Overgeared #นิยาย_เกมออนไลน์ #พระเอกเทพ

Comments

recent post


♥ All Chapters ♥
ออกทุกเย็น
ช่วงเวลา 18.00 - 24.00