จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ 1,652
บนโลกมนุษย์ ราตรีสีชาดคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อย
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เสมอไปที่ ‘มัน’ จะปรากฏตัวในค่ำคืนราตรีสีชาด
มหาโจรราตรีสีชาด
นับตั้งแต่ซาทิสฟายเปิดตัว มีเพียงสามครั้งที่ผู้เล่นเคยเห็นมัน
แต่ก็ไม่มีใครรู้สึกแปลก
กับโจรที่ขโมยได้แม้กระทั่งอาณาจักร ถ้าพบเห็นได้บ่อยคงจะประหลาดกว่า
มันไม่เคยมีตัวตนอยู่ในจิตใต้สำนึกของผู้คน
ยิ่งไปกว่านั้น มหาโจรราตรีสีชาดแทบไม่เคยถูกพูดถึงในภารกิจประจำคลาสหัวขโมย
เนื่องด้วยฐานะความเป็นโจร ตัวตนบนโลกของมันจึงลีบเล็ก
แต่ก็ลีบเล็กแค่ตัวตน มิใช่ชื่อ
ชื่อของมหาโจรราตรีสีชาด ถูกบันทึกไว้ในเอกสารเก่าแก่
แน่นอน นั่นคือประวัติศาสตร์หลังม่าน ซึ่งต้องค้นพบผ่านภารกิจลับเท่านั้น มิใช่ประวัติศาสตร์ที่คนส่วนใหญ่รู้จัก
อย่างไรก็ดี มีบันทึกยืนยันว่ามหาโจรราตรีสีชาดดำรงอยู่ในทุกยุคทุกสมัย หลายฝ่ายจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเชื่อว่า นี่คือชื่อที่สืบทอดต่อกันมาหลายรุ่นเหมือนกับลันเทียร์
มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักมหาโจรราตรีสีชาดมาก่อน จนกระทั่งมีชื่อของกริดเข้าไปพัวพัน
แต่ในวินาทีนี้ มหาโจรราตรีสีชาดกำลังเผยโฉมต่อหน้าทุกคน
ยิ่งไปกว่านั้น
“บัดซบ… บัดซบ!!”
เป็นการเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่เหลือรับประทาน
มันขโมยหัวใจจอมอสูรผู้ช่วงชิงรูปลักษณ์และทักษะจากอริยดาบ
คล้ายกับต้องการพิสูจน์ให้โลกเห็น
ว่าตนคือหัวขโมยที่เก่งกาจที่สุดบนโลกกึ่งกลางและนรก
“สันดานลักเล็กขโมยน้อยยังกับก็อบลินทองคำ… รู้สึกยังไงบ้างที่ถูกขโมยของมีค่าไป? หึหึ”
หัวใจที่มหาโจรราตรีสีชาดกำลังถือ มีรูปทรงแตกต่างจากอวัยวะปรกติ
ลักษณะเป็นวงกลมที่มีช่องว่างคล้ายอุโมงค์เชื่อมต่อกับมิติอื่น ด้านในมืดสนิทโดยสิ้นเชิง
คลังสมบัติ
คลังสมบัติซึ่งกักเก็บวัตถุและนามธรรมที่วาเลฟอร์ใช้เวลาทั้งชีวิตรวบรวมมา
ไม่แปลกที่จะถูกหมายตาโดยมหาโจรราตรีสีชาด
“เอาคืนมา…! คืนมาเดี๋ยวนี้!!”
“เอาคืนทำไม เดี๋ยวก็ถูกข้าขโมยอยู่ดี… ไปปูเสื่อนั่งเป็นขอทานอาจจะรุ่งกว่านะ”
“อ๊า…! อ๊ากกกก!!”
เสียงแหกปากคำรามของวาเลฟอร์ดังขึ้นทุกขณะ ยิ่งฟังก็ยิ่งคล้ายกับเสียงโหยหวนของสัตว์ป่าใกล้ตาย สร้างความรำคาญใจแก่ผู้ที่ได้ยินเป็นอย่างมาก
ทันใดนั้น ใบหน้าอันหล่อเหลาของชายผู้กำลังปิดหูแหกปาก ค่อยๆ ขยายออก
วาเลฟอร์กลับไปอัปลักษณ์ตามเดิม ส่วนบีบันก็ได้ใบหน้าคืนมา
ใบหน้าของชายวัยกลางคน ซึ่งสง่างามจนมีเสน่ห์กับทุกเพศทุกวัย
มหาโจรราตรีสีชาดเดินไปยืนข้างบีบัน ผู้กำลังทำสีหน้าประหนึ่งเหยียบขี้
“เฮ้อ… เจ้าไปกินดีหมีมาจากไหน ถึงกล้าปะทะกับอันดับหกตามลำพัง?”
“หากไม่จำเป็น นักดาบจะไม่หลีกเลี่ยงการต่อสู้”
“…คำพูดคำจา”
จริงอยู่ บีบันใช้เวลาไม่นานในการทำให้วาเลฟอร์ตกที่นั่งลำบาก
แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะโลกจินตภาพ และนั่นคือเครื่องยืนยันว่าบีบันขาดความสุขุม
การเปิดโลกจินตภาพ มีค่าเท่ากับเปิดเผยแก่นแท้ของตน
วิชาลับที่ไม่ควรถูกใช้ส่งเดช
หากไม่รับประกันว่าศัตรูจะถูกสังหาร การเปิดโลกจินตภาพสุ่มสี่สุ่มห้าอาจเป็นการเปิดเผยจุดอ่อน
แต่บีบันกลับเลือกที่จะเปิดโลกจินตภาพตั้งแต่ต้น
แน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลข้างเคียงจากสภาพแวดล้อมในนรก
แตกต่างจากเหล่าอัครสาวกที่ล่าเฮลกาโอจนขจัดผลข้างเคียงได้หมด สภาหอคอยยังคงได้รับผลข้างเคียงอยู่
อาจต้านทานได้บางส่วนเพราะมีระดับตัวตนสูง แต่ก็ยังอ่อนแอมากหากเทียบกับบนโลกกึ่งกลาง
นั่นคือเหตุผลที่บีบันฟันกรงเล็บวาเลฟอร์ได้ยากเย็น และเป็นเหตุผลที่ปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าประชิดตัวได้ง่าย
แต่แน่นอน บีบันไม่คิดจะหาข้ออ้าง
ต้องยอมรับตามตรงว่า วาเลฟอร์ผู้ยอมทุ่มเททุกสิ่งเพื่อย่นระยะทางในพริบตา มีฝีมือไม่ธรรมดา
เก่งกาจถึงเพียงนั้น
ไม่ใช่ศัตรูที่เอาชนะได้ง่ายแม้จะถูกในสภาพสมบูรณ์
จอมอสูรหลักเดียวแห่งขุมนรก แข็งแกร่งยิ่งกว่าในข่าวลือมาก
“…สารภาพตามตรง ข้าประมาทเอง”
“เห็นด้วย ตัดสินใจผิดมหันต์ทีเดียว”
“ถ้าไม่อยากถูกเชือดก็ช่วยสงบปากสงบคำหน่อย… ตอนนี้ข้ากำลังข่มใจไม่ให้ฟันเจ้าอยู่”
“เหมือนกันเลย… ข้าก็กำลังข่มใจไม่ให้ขโมยดาบของเจ้าอยู่”
มหาโจรราตรีสีชาดมีเพียงหนึ่งเดียวมาตลอด มิใช่นามสำหรับสืบทอด
บุคคลในตำนานเจ้าของอายุหลายร้อยปี
บีบันเองก็ทราบในจุดนี้ จึงมอบความเคารพให้หลายส่วน แม้อีกฝ่ายจะเคยปล้นหอคอยก็ตาม
เช่นเดียวกันกับมหาโจรราตรีสีชาด
มันมองว่าสภาหอคอยคือตัวตนที่จำเป็นต่อโลก
จริงอยู่ที่มันเคยปล้นหอคอย แต่หากตัดความโลภในทรัพย์สินออกไป มันไม่อยากเห็นสภาหอคอยเสียชีวิตไปต่อหน้า
สิ่งที่มหาโจรราตรีสีชาดปรารถนามากที่สุดคือความสงบสุข
มนุษยชาติต้องได้รับการฟื้นฟูและก้าวไปข้างหน้า
นั่นคือหนทางเดียวที่มันจะขโมยสิ่งล้ำค่าได้มากขึ้น
“คืน… มา… เดี๋ยวนี้!!”
วาเลฟอร์เริ่มอาละวาด
คลังสมบัติหัวใจ ซึ่งเกิดจากความโลภไม่สิ้นสุด
การช่วงชิงมา มิได้ทำให้ปราณอสูรของวาเลฟอร์ลดลง กลับกันมีแต่จะยิ่งเพิ่มขึ้น
วาเลฟอร์กลับไปเป็นสัตว์ประหลาดร่างยักษ์อีกครั้ง
สัตว์ประหลาดที่กำลังอาละวาด
ราวกับควบคุมพลังของตัวเองไม่ได้อีกต่อไป มันสูญสิ้นสติโดยสมบูรณ์
“ถึงจะอัปลักษณ์ แต่ก็น่าสงสาร”
“เทียบกับมังกร เจ้านี่อาจดูเหมือนทารก แต่อย่าได้ประมาทเชียว”
“หลังจากเห็นเจ้าเกือบตาย ข้าจะประมาทได้เช่นไร?”
จอมอสูร
พลังที่แท้จริงของอีกฝ่ายถูกเปิดเผยทุกซอกมุมแล้ว
สูดลมหายใจลึก บีบันเพ่งสมาธิ
ปัจจุบัน มันกำลังยืนข้างมหาโจรราตรีสีชาด
แผนการเบื้องต้นก็คือ ร่วมมือกับอีกฝ่ายเพื่อล้อมจัดการวาเลฟอร์
แต่ทันใดนั้น มหาโจรราตรีสีชาดก้าวถอยหลัง
“เจ้าอยากให้ข้าร่วมสู้?”
“จะแยกกันสู้?”
“เจ้าก็สู้ไปสิ ไม่ประหลาดไปหน่อยหรือที่อริยดาบจะสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับหัวขโมย?”
“…?”
“เมื่อไม่มีธุระแล้ว ข้าคงต้องกลับ”
“ไร้สาระน่า ยังไงเจ้าก็ออกจากนรกไม่ได้อยู่แล้ว… หรือว่ามีทางลัดที่สามารถแหกกฎของบาเอล?”
“ความลับทางการค้า”
ฉึบ
มหาโจรราตรีสีชาดล้วงมือเข้าไปในหัวใจวาเลฟอร์และหยิบขวดยาออกมา
“เจ้าเป็นหนี้ข้าแล้ว สักวันข้าจะมาทวงคืนด้วยดอกเบี้ยสิบเท่า”
“…?”
บีบันเอียงคอขณะยื่นมือออกไปรับขวดยาที่ถูกโยนมาทางตน
ขวดยาสีชมพู
ปิดผนึกอย่างดี แต่มีกลิ่นโชยออกมาเล็กน้อย
กลิ่นที่ช่วยทำให้จิตใจสงบและปลอดโปร่ง
“ยากระตุ้น สร้างโดยยูดาห์”
เทพแห่งสุขภาพและปัญญา
ยูดาห์คือหนึ่งในสองบุตรของรีเบคก้า เทวราชาลำดับสูงสุด
ยาที่ยูดาห์สร้าง จะต้องมีสรรพคุณครอบจักรวาลอย่างไม่ต้องสงสัย
“ไม่ใช่ยาวิเศษอะไร แค่ทำให้เจ้ากลับสู่สภาพสมบูรณ์ ช่วยขจัดความสับสนและตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง”
“ไม่มีคุณสมบัติจำพวกลดผลข้างเคียงในนรกบ้างหรือ?”
“มันเป็นแค่ยากระตุ้น”
“…”
บีบันขมวดคิ้ว
นี่ใช่ยาที่สร้างโดยเทพแห่งสุขภาพจริงหรือ?
ไม่สิ ในสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เจ้านั่นให้ยาแบบนี้มาทำไม?
ในหัวใจวาเลฟอร์มีขุมทรัพย์จำนวนมากที่อีกฝ่ายรวบรวมมาทั้งชีวิต บีบันย่อมมองขวดยาในมือตน ค่อนข้างไร้ประโยชน์หากเทียบกับสิ่งอื่น
“เจ้าขโมยหัวใจของมันสำเร็จได้เพราะข้า ตอบแทนกันแค่นี้เองหรือ? สันดานพวกโจร…”
“ข้าอุตส่าห์ช่วยชีวิต แต่เจ้าได้คืบจะเอาศอก… ขอตัว”
มหาโจรราตรีสีชาดหันหลังให้
นั่นคือความเคลื่อนไหวสุดท้าย
มันอันตรธานหายไปจากสนามรบ
ถึงตรงนี้ คล้ายกับบีบันเข้าใจบางสิ่ง
‘นี่น่ะหรือ ความลับการใช้เวทมนตร์… แต่คราวหน้าคงใช้ไม่ได้ผลแล้ว’
ผงกศีรษะหนึ่งครั้ง บีบันดื่มยากระตุ้น
ของเหลวด้านในเหนียวกว่าที่คิด ตรงข้ามกับรูปลักษณ์โดยสิ้นเชิง
ขณะผ่านหลอดอาหาร มันมอบความรู้สึกเหมือนกับการกลืนน้ำลาย
อย่าบอกนะว่า…?
ขณะบีบันจินตนาการถึงสิ่งเลวร้าย วาเลฟอร์ปรี่มาถึงด้านหน้า
“เอาคืนมา!!”
บรรยากาศคุกคามผิดไปจากเดิมมาก
เมื่อไม่มีอะไรจะเสีย วาเลฟอร์ตัดสินใจทุบหม้อข้าวตัวเอง งัดทุกสิ่งออกมาใช้เพื่อสังหารเป้าหมายตรงหน้า
ลงเอยด้วย ปราณอสูรเข้มข้นแผ่ออกมารอบตัว คอยกัดกร่อนทุกสิ่งที่สัมผัส
ประหนึ่งดวงอาทิตย์สีดำ ทันทีที่ร่างกายวาเลฟอร์ซ้อนทับกับจันทร์ขุมนรก แสงสีแดงสลัวอันตรธานหายในพริบตา
ทุกสิ่งกลายเป็นสีดำสนิท
ปรากฏการณ์สุริยคลาส
ซ่า—
เมื่อพลังทางกายภาพและพลังเวทผนวกกับปราณอสูร เกิดเป็นบรรยากาศที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
ขณะเห็นผ้าคลุมบีบันกลายเป็นผุยผงทันทีที่ถูกความมืดสัมผัส ผู้คนบนโลกต่างพากันถอนหายใจ
“หืม…”
ในทางกลับกัน บีบันยังสุขุม
มันวาดดาบเป็นระยะทางสั้นๆ ทำนองว่า ‘เท่านี้ก็คงพอ’
ในสายตามนุษย์บนโลก ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วมากจนมองตามไม่ทัน
ฉึบ
ทันทีที่ได้ยินเสียงดาบผ่าบางสิ่ง การต่อสู้ก็จบลงทันที
“…!”
ร่างกายขนาดมหึมาของวาเลฟอร์ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ไปพร้อมกับปราณอสูร
ดาบที่ได้ตัดทุกสิ่ง
อริดาบบีบันผู้ได้รับผลข้างเคียงจากนรก ปลิดชีพจอมอสูรลำดับหกในดาบเดียว
น้ำลายยูดาห์ ไม่สิ… ยากระตุ้นได้ผล…
หลังจากดื่มยากระตุ้น บีบันสามารถแสดงฝีมือในระดับ ‘เกือบสมบูรณ์แบบ’ ด้วยหัวใจสงบนิ่ง แตกต่างจากครั้งแรกที่สั่นระริกและสับสนเพราะขาดความเข้าใจ
ง่ายๆ แค่นั้น
บีบันยังไม่เป็นอิสระจากผลข้างเคียงหรือดีบัฟ เพียงแต่สามารถงัดพลังที่แท้จริงออกมาใช้
เฝ้ามองจากระยะไกล มหาโจรราตรีสีชาดถอนหายใจยาว
“กลับมาแล้วสินะ”
ในระยะหลัง บีบันสามารถดึงศักยภาพของปราณดาบได้ถึงขีดสุด
ไม่เพียงจะเป็นปราณที่คมที่สุดในโลก แต่ยังสั่นสะเทือนจากทั้งภายในและภายนอก ข้อเสียเดียวคือการสิ้นเปลืองพลังสมอง
แต่บีบันทราบดี การตัดสินใจและความจำของตนเสื่อมถอยลงทุกวัน
ไม่สิ อาจถึงจุดที่ไม่รู้ตัวแล้ว
สิ่งใดคือต้นเหตุ ที่ทำให้บีบันต้องหมกมุ่นอยู่กับดาบจนประสบอาการป่วย?
แน่นอนว่าคำตอบคือมังกร
เหตุผลที่บีบันเลือกเดินบนเส้นทางทำร้ายตัวเอง ก็เพราะต้องการฆ่ามังกร
หากวันใดที่ปราณดาบของบีบันถูกลับจนคมกริบ และเกิดใหม่ด้วยสติปัญญาที่ถูกกระตุ้นให้ตื่น
เมื่อนั้น เศียรมังกรจะถูกสะบั้น และบีบันจะถูกสาปไปชั่วชีวิต
“ถ้ายังใช้หนี้ข้าไม่ครบ เจ้าห้ามตายเด็ดขาด”
สุริยคลาสหายไปพร้อมกับความตายของวาเลฟอร์
เงาดำแผ่ปกคลุมใบหน้าที่มีริ้วรอยของมหาโจร ท้องฟ้าในนรกกลับไปเป็นราตรีสีชาดอีกครั้ง
***
“แย่ล่ะสิ”
แอ็กนัส ผู้ต้องแยกกับพวกพ้องเพราะถูกวงแหวนเวทส่งเข้ามาแบบสุ่ม อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
มันกำลังเป็นห่วงกลุ่มที่ยังไม่เป็นอิสระจากผลข้างเคียงนรก
ไม่ใช่ว่าชื่นชอบอะไร แค่กังวลเกี่ยวกับอนาคตของมนุษย์
แอ็กนัสประเมินว่า มีเพียงต้องพึ่งพาพลังของทุกคนเท่านั้น จึงจะทำลายเวทมนตร์ห้วงมิติที่อยู่เบื้องหลังจันทร์ขุมนรกบนโลกได้
กึก กึก
แอ็กนัสเตร็ดเตร่ในนรกได้อย่างอิสระ
กลิ่นเหม็น ความร้อน และทิวทัศน์สุดหลอน แอ็กนัสคุ้นชินราวกับเป็นบ้านเกิด
“…??”
ระหว่างทาง สัตว์อสูรที่เดินผ่านแอ็กนัสมิได้หันมาสนใจ
ช่างน่าขัน นี่คือหนึ่งในข้อดีของอันเดด
สิ่งมีชีวิตสติปัญญาต่ำจะจำแนกศัตรูด้วย ‘ปราณอสูร’ หรือไม่ก็ความเป็นมิตร ดังนั้นขอเพียงแอ็กนัสไม่กระโตกกระตาก สัตว์อสูรเหล่านี้ก็จะไม่มองเป็นศัตรู
“…!”
เม็มฟิส
สัตว์เลี้ยงของบาเอล
เลี้ยงโดยการล่ามโซ่เวทมนตร์และทรมานต่างๆ นานา ส่งผลให้โตมามีนิสัยดุร้าย
บาเอลมีเม็มฟิสเช่นนี้นับสิบตัว
ใกล้กับจุดที่แอ็กนัสอยู่มีกรงของเม็มฟิส
เราเคยต้องชิงฆ่าตัวตายก่อนที่เม็มฟิสจะถูกปล่อยจากโซ่ล่าม…
ขณะแอ็กนัสหวนนึกถึงความทรงจำเก่า มันเกิดผงะพร้อมกับชะงักฝีเท้า
ดวงตานับร้อยบนหน้าผาอันแห้งแล้ง
ทุกดวงกำลังยุบพองอย่างน่าขนลุก
หลังจากตั้งใจเพ่งมอง แอ็กนัสพบว่านั่นมิใช่ดวงตา แต่เป็นไข่
ผิวไข่ที่ตอนแรกมองเป็นสีขาว ความจริงแล้วคือเมือกเหนียวที่กำลังส่องประกาย
เหมือนกับไข่กบ…
ขณะแอ็กนัสยืนฉงน เสียงของเด็กผู้หญิงดังขึ้นจากด้านหลัง
“ไข่ของเซพาเดีย”
เบ็ตตี้ สภาแห่งหอคอย
สตรีประหลาดผู้เอาแต่จ้องหน้าแอ็กนัสตั้งแต่แรกพบ
“จะว่าไป เซพาเดีย… เจ้านั่นตายไปกี่ครั้งแล้วนะ?”
“…”
เซพาเดียคือตัวตนที่ยากจะถูกสังหาร สมกับฉายามือขวาของบาเอล ได้ยินว่าแม้แต่นักล่าอสูรอเล็กซ์ก็แทบมิอาจทำอันตราย
กำลังจะบอกว่า ตัวตนระดับนั้นถูกฆ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า?
ชื่อเดียวที่แล่นเข้ามาในหัว
แอ็กนัสที่เข้าใจความหมาย ทำได้เพียงปิดปากสนิทเพื่อข่มใจไม่ให้อาเจียน
Comments
Post a Comment