จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ 1,672
ในทุกการต่อสู้ ผู้เล่นจะเกิด ‘ฟีลลิ่ง’ บางอย่างเสมอ
ยกตัวอย่างเช่น ความรู้สึกทำนองว่า ‘การโจมตีนี้ปิดฉากได้แน่’
เป็นอารมณ์ที่พบได้บ่อยในเกมเก่าๆ ซึ่งเล่นด้วยคีย์บอร์ดและเมาส์
โดยไม่ต้องเห็นค่าสถานะหรือหลอดเลือด ผู้เล่นจะมีความรู้สึกบางอย่างที่บอกได้ว่า ‘เป้าหมายกำลังจะร่วง’
ความรู้สึกเหล่านี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์
และหากพูดถึงประเด็นดังกล่าว กริดเหนือกว่าใครทั้งหมด
เพราะชายหนุ่มเคยต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งมานับไม่ถ้วน
เหตุใดระบบถึงนิยามให้กริดเป็น ‘ผู้อยู่เหนือกาลเวลา’ ?
คำนิยามนี้ถูกต้องแล้ว
เพราะกริดสามารถสั่งสมประสบการณ์จำนวนมหาศาลได้ในระยะเวลาแสนสั้น
หนึ่งปีของกริด อาจมีค่ามากกว่าสิบปีหรือร้อยปีของใครบางคน
นั่นคือจุดแข็งของผู้ที่มีความพากเพียรเป็นอาวุธ
แม้กระทั่งหลังจากกลายเป็นเทพ กริดที่ได้พานพบศัตรูที่เก่งกว่าอย่างต่อเนื่อง ก็ยังไม่ถอดใจล้มเลิกความพยายาม
เฉกเช่นที่ผ่านมา ชายหนุ่มพยายามต่อต้านโดยไม่ย่อท้อ และนั่นกลายเป็นประสบการณ์ที่สั่งสม
‘ยังไม่พอ…’
กริดสัมผัสได้
แม้ร่างกายบาเอลจะแหลกสลาย แต่ชายหนุ่มมั่นใจว่าบาเอลยังไม่ตาย
ภาพของหลอดพลังชีวิตบาเอลที่จมก้นในพริบตา ยิ่งสร้างความกระวนกระวายให้กริด
‘…มีบางอย่างไม่ถูกต้อง’
แน่นอน กริดกำลังอยู่ในสภาพฟูลบัฟ
ยกเว้นลูกกวาดที่เพิ่งละลาย คุณสมบัติเชิงบวกทั้งหมดที่เป็นไปได้ ถูกฉาบซ้อนทับกันบนร่าง
รวมถึงทักษะกดใช้อย่าง ‘ดยุคแห่งการขยาย’ และน้ำยาเสริมพลังจากโรงแปรธาตุเรย์ดัน
แน่นอนว่ารวมถึงโหมดดรากอนไนท์ที่ยกระดับตัวตนขึ้นมามาก
หมายความว่า ‘เขาของครานเบล’ ถูกกระตุ้นสัญลักษณ์ครบทั้งสี่อัน
ท่ารำดาบ ‘สละมังกรทำลายล้างคลื่นร่ายรำสังหาร’ ที่เพิ่งสับบาเอลเป็นเศษเนื้อ เรียกได้ว่าเป็นท่ารำดาบที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา
และคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป
เพราะนี่อาจเป็นการขึ้นขี่มังกรโบราณครั้งสุดท้ายของกริด
ทว่า
แค่ท่าเดียวจะทำให้บาเอลจบชีวิตได้จริงหรือ?
กริดมั่นใจว่าไม่
แม้จะมองว่าบาเอลไม่จำเป็นต่อโลก แต่ชายหนุ่มไม่เคยปฏิเสธพลังของอีกฝ่าย
[ท่านสร้างความเสียหาย 33,333,333,333 หน่วยแก่เป้าหมาย!!]
ในเวลาเดียวกัน ตัวเลขความเสียหายที่กริดสร้าง แสดงขึ้นตรงมุมหน้าจอ
กริดเย็นสันหลังวาบทันที
พิจารณาจากตัวเลข การโจมตีได้ทะลวงร่างบาเอลโดยไม่ปะทะกับแนวป้องกันในเลย
หลอกลวง
บาเอลหักหลังได้แม้กระทั่งเทพที่สร้างตนขึ้นมา
หากคำนึงว่าบาเอลเคยหลอกลวง ‘พี่น้อง’ ที่เกิดวันเดียวกันอย่างเบริอาเช่ รวมถึงคนใกล้ตัวที่คอยรับใช้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากบาเอลจะหลอกลวงทุกคนด้วย
“รู้ตัวแล้วหรือ…? น่าเสียดาย ข้าอยากเห็นสีหน้าดีใจของเจ้ามากกว่า”
บนทุกเศษเนื้อของบาเอลที่ถูกสับเป็นหมื่นชิ้น ‘ปาก’ เปิดออกพร้อมกับเปล่งเสียงพูด
เกิดเป็นเสียงหัวเราะคิกคักที่สอดประสาน ทำเอาบรรยากาศดูน่าขนลุก
กริดขมวดคิ้ว
ข้อความระบบที่แจ้งเตือนว่าบัฟทยอยหมดอายุ แสดงขึ้นตรงมุมหนึ่งของหน้าจอผู้เล่น
เมื่อตระหนักถึงสถานะปัจจุบันของกริด บันเฮเลียร์หยุดกระพือปีก
และค่อยๆ ถอยห่างจากบาเอล
“…แกเล็งสิ่งนี้มาตั้งแต่ต้น?”
ก่อนที่บาเอลจะบัญญัติกฎใหม่ให้นรก
ขณะกริดฉุกคิดได้ว่า ทำไมอาโมแรคถึงพยายามตามตื๊อยูร่านัก เสียงหัวเราะของบาเอลดังขึ้น
“เคยบอกไปแล้วนี่… ข้าต้องการลิ้มรสความตาย”
แต่พอดีว่าข้ากลัวตาย จะให้ตายจริงๆ ก็คงไม่ได้…
เศษเนื้อที่กำลังหัวเราะเยาะ ขยับมารวมตัวกันในจุดเดียวอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็ก่อตัวเป็นรูปร่าง
ภาพที่บาเอลคืนชีพโดยไร้รอยขีดข่วน ทำเอาบันเฮเลียร์ถึงกับหน้าเครียด
บาเอลยักไหล่พลางสางเส้นผมที่ห้อยลงมาระหว่างเขายาวๆ ของมัน
“ไม่จำเป็นต้องสิ้นหวัง… เมื่อสักครู่ เจ้าสังหารข้าไปแล้วจริงๆ แค่มันไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรมากนัก…”
> อย่าไปพูดกับมัน!
บันเฮเลียร์รีบขัดคอบาเอล
มันกลัวว่ากริดจะสิ้นหวังและทำให้สถานการณ์แย่ลง
บันเฮเลียร์มองว่า ชายหนุ่มคือผู้กุมชะตากรรมของตน
หากกริดทำผิดพลาด ตนก็พลอยจะฉิบหายไปด้วย
ในสภาพที่บาดเจ็บมาจากเนอวาร์ธาน บันเฮเลียร์รู้ดีว่าตนเป็นรองบาเอลมาก
แค่ฝืนทนต่อแรงกดดันมหาศาลภายในนรกก็เต็มกลืนแล้ว
มันหวังให้กริดช่วยยื้อเวลา อย่างน้อยตนจะได้ฟื้นฟูบาดแผลให้กลับมาหายดี
“…นี่คือเหตุผลที่มนุษย์มีภาพจำของแกไม่เหมือนกัน?”
ผิดคาด กริดยังคงเยือกเย็น
ห่างไกลจากความท้อแท้ ชายหนุ่มไม่แม้แต่จะกระวนกระวาย
นับตั้งแต่หั่นบาเอลเป็นเศษเนื้อ กริดพอเดาได้ว่าเรื่องราวจะลงเอยเช่นนี้
ขณะบันเฮเลียร์โล่งอก บาเอลหัวเราะอย่างพึงพอใจ
“ใช่แล้ว ตราบใดที่พวกเจ้ายังหวาดกลัวข้า ข้าก็จะไม่มีวันตาย”
ในอดีต บาเอลเคยปรากฏตัวในหลากหลายรูปลักษณ์
กริดเคยปะทะอยู่หลายหน
ถึงจะไม่ใช่บาเอลตัวจริง แต่ก็เป็นเศษเสี้ยวอีโก้
แม้จะเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ แต่ปัญหาก็คือ ตัวตนเหล่านั้นล้วนสร้างความหวาดกลัวให้มนุษย์จากก้นบึ้ง
ความกลัวของมนุษย์ได้เพิ่มจำนวนการคืนชีพให้บาเอล
นี่ก็เป็นคุณสมบัติหนึ่งของพลังงอกเงย
เมื่อผู้คนมีภาพจำของบาเอลแตกต่างออกไป บาเอลจึงไม่ใช่บุคคล แต่เป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิต
> คิดไว้ไม่มีผิด มนุษย์ต้องถูกกำจัดให้สิ้นซาก
บันเฮเลียร์ที่เข้าใจข้อเท็จจริง พึมพำอย่างหัวเสีย
มันไม่ได้เล่นมุกตลกร้าย แต่คิดเช่นนั้นจริงจัง
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังโกรธเคืองมนุษย์ที่ตีความเจตจำนงของตนมั่วซั่ว
‘แกก็อยากตายไปพร้อมกับบาเอลหรือไง’
กริดจ้องไปทางบันเฮเลียร์ด้วยสีหน้าค่อยๆ สงบลง
บาเอลเอียงคอสงสัย
“ไม่ใช่การแสดงสินะ… เจ้าไม่หวั่นไหวเลยสักนิด ปรกติเป็นคนยอมแพ้อะไรง่ายๆ แบบนี้อยู่แล้วหรือ”
ดวงตาบาเอลที่กลอกซ้ายขวาอย่างเชื่องช้า หยุดลงกะทันหัน
อารมณ์ในปัจจุบันถูกเผยบนสีหน้า
ความตื่นเต้น
การตอบสนองของกริดที่แม้แต่ตัวตนสัมบูรณ์ก็มิอาจทำความเข้าใจ ดูน่าตื่นเต้นและน่าสนใจอย่างบอกไม่ถูก
กริดซ่อมดาบพร้อมกับกำแน่น
[ผลของบัฟ <เทพโอเวอร์เกียร์พิโรธ> หมดอายุ]
[ระยะหน่วงของ <ดยุคแห่งการขยาย> ยังไม่พร้อมใช้งาน]
[ผลของบัฟ <พลังบีเลียล>…]
[ผลของบัฟ <พลังเฟย์ริส>]
...
..
กริดอ่อนแอลงในพริบตา
แน่นอนว่าบาเอลสัมผัสได้
ตัวตนสัมบูรณ์คือนักล่าบนยอดพีระมิดห่วงโซ่อาหาร
โดยเฉพาะในกรณีของบาเอล มันมองทุกคนนอกจากตัวเองเป็นเหยื่อ
นักล่าย่อมอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของเหยื่อ
“ไม่สิ… เจ้าก็แค่สิ้นหวัง”
สูญเสียความฝันและความหวังทั้งหมดไปแล้ว?
เคยคิดว่าจะเป็นของเล่นชั้นยอด… แต่สุดท้ายก็มีจุดจบเหมือนกับทุกคนที่ผ่านมา…
“ข้าเสียดายจริงๆ”
พลังที่ต่างชั้นเกินไปกลายเป็นยาพิษ
ตามปรกติแล้ว หากกริดเห็นว่าตนยังมีพลังไม่มากพอที่จะฆ่าบาเอล
ถ้าไม่ตระหนักถึงพลังอันไร้สิ้นสุดของเราเสียก่อน ก็คงพยายามดิ้นรนเพื่อให้ก้าวข้ามขีดจำกัด…
“ข้าดันทำให้ตัวเองหมดสนุกเสียได้…”
บาเอลชะงักคำพูดกลางคัน
เหตุเพราะพลังเทพของกริดเริ่มกลายเป็นภัยคุกคาม
เจิดจ้าเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไร?
ไม่ใช่ว่าเคยไหววูบเหมือนกับแสงเทียนกลางพายุหรอกหรือ?
ลำพังแค่เอาตัวรอดไม่ให้ถูกปราณอสูรของบันเฮเลียร์กลืนกิน ก็ยากเต็มทนแล้ว
[ในท้ายที่สุด เทพได้ลงทัณฑ์ราชันอสูร]
“ถ้าแหล่งพลังงานของแก… คือความกลัวจากมนุษย์”
“หือ…?”
หนึ่งก้าว สองก้าว
บาเอลเริ่มขยับถอยหลัง
สายฝนยุทธภัณฑ์โปรยปรายลงมาอีกแล้ว?
ไม่ใช่ ท้องฟ้าในนรกยังคงเงียบสงบ
ไม่มีดาวแม้แต่หนึ่งดวง มีเพียงพระจันทร์สีแดงถูกแขวนไว้
เหตุผลที่บาเอลเดินถอยหลัง มิใช่อื่นใดนอกจากแรงกดดันทางจิตใจ
“แค่ขจัดความกลัวก็สิ้นเรื่อง”
[ราชันอสูรสั่นกลัวและถอยหนีจากเทพ]
“…นั่นไม่ใช่ความจริง! มันถูกบิดเบือน!”
บาเอลเพิ่งถูกทำลายร่างไปแค่หนึ่งครั้ง
แถมยังฟื้นฟูกลับมาในพริบตา เพื่อสร้างแรงกดดันทางใจให้เทพโอเวอร์เกียร์ จนเกือบจะดึงลงสู่ก้นเหวแห่งความสิ้นหวังสำเร็จ
ทว่า มนุษย์บนโลกที่ได้เห็นเหตุการณ์เต็มสองตา ไม่เพียงจะไม่ยอมรับความจริง แต่ยังบิดเบือนสิ่งที่เกิดขึ้น
ทุกคนมอบความศรัทธาให้เทพโอเวอร์เกียร์อย่างท่วมท้น เพียงเพราะเทพโอเวอร์เกียร์สังหารบาเอลเพียงครั้งเดียว
และนั่นทำให้ความกลัวเลือนหายไป
นี่มัน… ไม่ใช่ความจริง…
ราวกับมนุษย์ทั่วโลกกำลังรวมหัวเอาเปรียบบาเอล
เสียงบันเฮเลียร์ดังแทรกเข้าไปในโสตประสาทของบาเอลที่กำลังสับสน
> เป็นธรรมดาที่มนุษย์จะเข้าใจเช่นนั้น กริดได้ขี่คอมังกรโบราณผู้ยิ่งใหญ่ ตัวข้า บันเฮเลียร์ และสับเจ้าเป็นหมื่นชิ้น… ผลลัพธ์หลังจากนั้นไม่สำคัญอีกต่อไป
ในเวลานี้ ภาพจำของกริดที่มีต่อมนุษย์ทั่วโลก คงศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งเสียเต็มประดา
ต่อให้พ่ายแพ้บาเอลในตอนสุดท้าย แต่อนาคตก็จะมีเพียงความรุ่งโรจน์
ไม่เพียงเท่านั้น บาเอลที่คืนชีพกลับมา ยังไม่ยอมลงมือฆ่ากริดในทันที
แทนที่จะฆ่า บาเอลเอาแต่ยืนพล่ามน้ำท่วมทุ่ง ปล่อยให้มนุษย์ตีความสถานการณ์ตามใจชอบ
ผลลัพธ์ช่างร้ายแรง
ระดับตัวตนของบาเอลถูกลดทอนอย่างรวดเร็ว
จำนวนครั้งที่สามารถคืนชีพซึ่งใกล้เคียงอนันต์ ลดลงไปมากเช่นกัน
> ไหนบอกว่าอยากตาย แต่พอจะได้ตายจริงๆ กลับสั่นกลัว?
“ไอ้มังกรระยำ”
ใบหน้าบาเอลเริ่มดำมืด
มันฉุนเฉียวจนเผลอสบถคำหยาบ
บาเอลเปลี่ยนไปจากที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด
มิได้ดื่มด่ำสถานการณ์อย่างเคลิบเคลิ้มอีกต่อไป
ไม่ใช่เพราะมันกลัวตาย แต่เพราะหัวเสียกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ด้วยความสัตย์จริง บาเอลกำลังกระวนกระวาย
…นั่นไม่ใช่เรื่องจริง
บาเอลทราบดี มนุษย์โลกกำลังเข้าใจตนผิดเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับบันเฮเลียร์
ความอับอายที่กำลังท่วมท้นจิตใจ ทำเอาใบหน้าบาเอลถึงกับแดงก่ำ
ฟ้าว!
ดาบอสูรของบาเอลคลุ้มคลั่งทันที
คลุ้มคลั่งจริงๆ ตามที่บรรยาย
คมดาบหมุนควงไปรอบๆ พร้อมกับขยายขนาดอย่างต่อเนื่อง
บาเอลกำลังถือ ‘พายุ’
พายุที่มาพร้อมเกล็ดน้ำแข็งสีดำ
“ไสหัวไปซะ”
บาเอลคือเจ้านรก
เฉกเช่นที่กริดจะแข็งแกร่งในโลกโอเวอร์เกียร์ ปราณอสูรและโลกจินตภาพของบาเอลก็ยิ่งแข็งแกร่งในนรก
แกร่ก! แกร่ก! แกร่ก! แกร่ก!
ทันทีที่บาเอลเหวี่ยงพายุ ‘ผู้บุกรุก’ ทั้งหมดยกเว้นบันเฮเลียร์ถูกแช่แข็ง
แต่โชคยังดี อิทธิพลของโลกจินตภาพบาเอล ทำได้เพียงแช่แข็งเป้าหมาย
ส่งผลให้เหล่าสภา อัครสาวก ขุนพลโอเวอร์เกียร์ และผู้เล่นที่กระจายอยู่ทั่วนรก รอดพ้นจากการถูกสังหารในพริบตา
แตกต่างจากครั้งแรกที่กริดโดน พลังชีวิตของเหยื่อมิได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าโลกจินตภาพของบาเอลจะทรงพลังสักเพียงใด ก็มิอาจดับลมหายใจเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยหลายพันกิโลเมตรได้
เพราะถ้าทำได้ถึงขนาดนั้น บุคคลที่พร่ำเรียกตัวเองว่า ‘ไร้เทียมทาน’ จนแม้แต่เทพต้นกำเนิดยังยำเกรง คงกลายเป็นแค่ไอ้โง่บนสวรรค์
“สำหรับครั้งนี้ ข้ายอมรับว่าทำพลาด”
“…!”
มนุษย์ที่กำลังยืนแหงนมองท้องฟ้าจากบนโลก รวมถึงผู้ชมทางบ้าน ต่างพากันเย็นสันหลังโดยมิได้นัดหมาย
เพราะคล้ายกับสายตาบาเอล กำลังจ้องมองไปหา ‘ทุกคน’
ฟ้าว!
บาเอลทำการเหวี่ยงพายุอีกครั้ง เพื่อส่งผู้บุกรุกทุกคนให้ลอยขึ้นไปในอากาศ
นี่คือสัญญาณการ ‘ขับไล่’ ออกจากนรก
ในเมื่อมีอำนาจห้ามผู้บุกรุกออกจากนรก มันย่อมมีอำนาจในการขับไล่
> ชิ…!
ฉึบ!
บันเฮเลียร์รีบใช้หางม้วนรอบก้อนน้ำแข็งสีดำที่คุมขังกริดไว้
มันก็อยากถูกขับไล่เช่นกัน
เพราะถ้าต้องเผชิญหน้ากับบาเอลตามลำพัง บันเฮเลียร์ทราบจุดจบเป็นอย่างดี
> บาเอล! ครั้งหน้าที่เจอกัน มันจะไม่จบแบบนี้แน่!!
ราวกับจะพูดว่า ‘คนที่ควรพูดคำนั้นไม่ใช่เจ้า’ บาเอลมองไปทางกริดแทนบันเฮเลียร์
สองตาของกริดที่ถูกขังในก้อนน้ำแข็ง ยังคงจดจ่ออยู่กับบาเอลโดยไม่ขยับไปไหน
เป็นสายตาของเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่อ
[<วิถีแห่งชูร่า> ปิดตัวลง]
จันทร์ขุมนรกที่ฉายภาพสะท้อนบนท้องฟ้าโลกมนุษย์ ปิดดวงตาจำนวนมหาศาลของมันโดยพร้อมเพรียง
ภาพทิวทัศน์ในนรกทยอยกระจัดกระจายและเลือนหาย
ใบหน้าของไอรีนที่กำลังสวดมนต์อ้อนวอนพร้อมกับลอร์ด สดใสขึ้นทันตาเห็น
นั่นเพราะเหล่าวีรชนที่อาสาลงไปในนรก เริ่มถูกส่งกลับมาทีละคน
จนกระทั่งเงาดำหนึ่งแผ่ปกคลุมท้องฟ้าเหนือมหานครไรน์ฮาร์ท
เงาของมังกร
มังกรถูกส่งกลับมาพร้อมกับกริดที่กำลังขี่คอ
ใครหลายคนเผยสีหน้าตกตะลึง
เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับชมวีรกรรมของกริด
โดยเฉพาะลอร์ดแห่งเผ่าดราโกเนี่ยนอย่างบันส์เดล มันถึงกับหมดสติในสภาพน้ำลายฟูมปาก
Comments
Post a Comment