จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ 1,634



เกมย่อมต้องมีจุดจบ


ไม่ว่าจะเป็นการจบลงของเรื่องราว หรือเนื้อหาที่หมดไป


ไม่กำจัดเฉพาะเกมเล่นคนเดียว แต่ยังรวมถึงเกมออนไลน์ที่มีผู้เล่นจำนวนมาก


การคอยเติมเนื้อหาของเกมอย่างสม่ำเสมอโดยทีมพัฒนา ไม่ได้ช่วยแก้ไขสัจธรรมดังกล่าวแต่อย่างใด


ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ แม้แต่ภาพยนตร์ที่ผลิตโดยมือฉมังของแต่ละสาขา มีเงินทุนหลายร้อยล้าน ก็ยังล้มเหลวอยู่บ่อยครั้ง


ผู้คนในอุตสาหกรรมเกมไม่ใช่พระเจ้า


การพัฒนาเนื้อหาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนจำนวนมาก ไม่ได้จบลงด้วยความสำเร็จเสมอไป


ออกจะตรงกันข้าม ยิ่งมีการอัปเดตบ่อย ตัวเกมก็ยิ่งถอยหลังลงคลอง


ลงเอยด้วย ทุกเกมมีแนวโน้มที่จำนวนผู้เล่นจะลดลงตามระยะเวลาการเปิดให้บริการ และท้ายที่สุดก็จะถูกกลืนหายไปในประวัติศาสตร์


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกมออนไลน์ที่มีระบบ PVP มักอายุสั้นเป็นพิเศษ


ธรรมชาติของ PVP คือการแบ่งแยกระหว่างผู้แพ้และผู้ชนะ


เมื่อผู้ชนะจะได้รางวัลที่ดีกว่า ยิ่งเวลาผ่านไป ทั้งสองฝ่ายก็จะยิ่งห่างออกจากกัน


ต้องใช้วิธีใดเพื่อยืดอายุขัยของเกม?


นี่คือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่อุตสาหกรรมเกมแก้ไม่ตกมาเป็นเวลานาน


คำตอบแฝงอยู่ในระบบ ‘ซีซั่น’


ระบบซีซั่นจะสร้างแรงกระตุ้นใหม่ให้กับผู้เล่น ด้วยการรีเซตสภาพแวดล้อมของเกม หลังจากเวลาผ่านไปสักระยะ


ไม่ใช่แค่การรีเซตอันดับ เหมือนกับเกมประเภท ‘กระดานหมากรุก’ , ‘ตีป้อม’ และ FPS


ในกรณีของ MMORPG ระบบซีซั่นคือการรีเซตเรื่องราวและเลเวลใหม่ทั้งหมด


เพื่อให้ผู้เล่นเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ในตำแหน่งที่เท่าเทียมกัน


แต่แน่นอน ยังมีบางส่วนถูกรักษาไว้


คลาสและไอเท็มบางส่วนจากซีซั่นก่อน ยังคงถูกส่งต่อมายังซีซั่นใหม่ เพื่อไม่เป็นการทำร้ายจิตใจผู้เล่นมากเกินไป


ในทางกลับกัน ข้อมูลที่เคยรวบรวมมาจะกลายเป็นสิ่งไร้ความหมาย เพราะเรื่องราวและชิ้นส่วนลับของภารกิจจะถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมด รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับจุดเก็บเลเวลและดันเจี้ยน


จุดประสงค์ก็เพื่อ ให้ผู้ชนะจากซีซั่นก่อน ซึ่งผูกขาดข้อมูลจำนวนมากไว้ในมือ ได้เริ่มต้นซีซั่นใหม่ด้วยมาตรฐานเดียวกับคนอื่น


ข้างต้นเป็นเพียงการยกตัวอย่าง


แต่ละบริษัทเกม จะมีรูปแบบของซีซั่นที่แตกต่างกันไป


เพื่อคอยตอบสนองทั้งผู้ชนะและผู้แพ้จากซีซั่นที่แล้ว รวมไปถึงผู้เล่นใหม่ โดยอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ ในวงการเกม


ลงเอยด้วย เกมส่วนใหญ่ที่นำระบบซีซั่นมาใช้ มีกระแสตอบรับในเชิงบวก


เกมที่นำระบบซีซั่นมาใช้ และไม่ใช้ มีอายุขัยแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน


ถึงแม้เกมส่วนใหญ่นอกจากซาทิสฟาย จะทยอยตายไปแล้วก็ตาม


“กริดได้ก้าวข้ามระบบจักรวรรดิ ไปสู่ระบบการสร้างโลกเทพเรียบร้อยแล้ว อำนาจของกริดยิ่งใหญ่เกินกว่าจะมีใครควบคุมได้… แต่แน่นอน ผมไม่ได้ต้องการให้นำระบบซีซั่นมาใช้เหตุผลเพียงแค่นี้… ในปัจจุบัน คงไม่มีใครเคลือบแคลงในตัวกริดอีกแล้ว เขาไม่ใช่ผู้เล่นที่จะข่มเหงคนอ่อนแอกว่าด้วยพลังอำนาจในมือ กริดเป็นประเภทที่ยอมเสียสละ แบกรับภาระผู้กอบกู้โลกไว้ตามลำพัง เป็นผู้ยิ่งใหญ่โดยแท้จริง เราทุกคนต่างทราบดี”


ศาสตราจารย์ที่พยายามโน้มน้าวให้นำระบบซีซั่นมาใช้ กล่าวเชิงประนีประนอมเป็นระยะ


เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ชายคนนี้ตระหนักถึงความนิยมที่ผู้คนมีต่อกริด ขณะเดียวกันก็เป็นการโน้มน้าวให้เชื่อว่า วัตถุประสงค์ที่ตนต้องการนำระบบซีซั่นมาใช้ ไม่ใช่เพื่อทำลายผู้เล่นระดับสูง


“เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ศัตรูของผู้เล่นคือสวรรค์และนรก ในสายตาของมวลมนุษย์ที่อยู่ข้างกริด ไม่มีเรื่องใดถือเป็นข่าวดี ไปกว่าการถือกำเนิดของโลกโอเวอร์เกียร์อีกแล้ว… จากสถิติผมที่สำรวจมาได้ มีผู้เล่นเพียงไม่ถึง 20% ที่มองว่าซาทิสฟายเป็นแค่เกมออนไลน์สวมบทบาททั่วไป หลายคนมองซาทิสฟายเป็นโลกเสมือนจริงอีกใบหนึ่ง และเพลิดเพลินไปกับชีวิตประจำวัน อาทิ การตกแต่งบ้านหรือสวน การใช้เวลาอยู่กับครอบครัวหรือคนรัก การตกปลา ออกกำลังกาย หรือเป้าหมายทางธุรกิจ”


ศาสตราจารย์ที่พยายามหลบสายตาอาฆาตของฮิวรอย ยังคงเล่าต่อไปอย่างมีอรรถรส


“ผมกำลังพูดถึงอนาคต เมื่อกริดและเหล่าแรงเกอร์พิชิตนรกกับสวรรค์สำเร็จ และเรื่องราวทั้งหมดจบลง หรือเมื่อพวกเขาล้มเหลวจนผู้เล่นทั่วโลกต้องสูญเสียชีวิตประจำวันอันสงบสุขไป ผมอยากให้เราทุกคนตระหนักถึงการเริ่มต้นใหม่ของซาทิสฟาย ในสภาพแวดล้อมใหม่”


“หลังจากรีเซตโลก จะเกิดอะไรขึ้นกับ NPC?”


ทุกครั้งที่ศาสตราจารย์กล่าว มันจะติดประโยคชมเชยกริดไว้เสมอ ส่งผลให้ฮิวรอยหาจังหวะแทรกได้ยาก


แต่ในท้ายที่สุด ฮิวรอยสบโอกาสถามถึงอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญ


ศาสตราจารย์ขยับกรอบแว่น


“NPC? ผมคิดว่านั่นไม่ใช่ประเด็น การเริ่มต้นโลกใหม่หมายถึง การรีเซตระบบใหม่เกือบทั้งหมด และแน่นอนว่า NPC คือหนึ่งในนั้น”


“ผมกำลังถามว่า NPC เก่าจะมีชีวิตอย่างไรในโลกใหม่ แต่คุณกลับคิดแค่จะฆ่า NPC เก่าทิ้งทั้งหมด ฆาตกรเลือดเย็นอย่างคุณไม่มีสิทธิ์สั่งสอนคนอื่น… วิปริตสิ้นดี”


“ฆ…ฆาตกร? คุณพล่ามอะไร…”


ศาสตราจารย์พลันกระอักกระอ่วน


ฮิวรอยฉวยโอกาสพรั่งพรูถ้อยคำตำหนิทันที


อาศัยข้อเท็จจริงที่ว่า ศาสตราจารย์ยังมีฝาแฝดอีกสองคน มันเริ่มด่าทออย่างรุนแรง


ไม่แม้แต่จะใช้ตรรกะที่สมเหตุสมผล


เหตุเพราะศาสตราจารย์เอาแต่ชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อหาเหตุผลมารีเซตโลก โดยไม่ได้สนใจจุดยืนของกริดเลย


รีเซต NPC?


กล้าพูดหมาๆ แบบนี้ได้ยังไง?


ฮิวรอยผู้คำนึงถึงผลประโยชน์ของกริดเป็นอันดับแรก มีข้ออ้างนับไม่ถ้วนสำหรับด่าทอศาสตราจารย์ และไม่จำเป็นต้องรองรับด้วยตรรกะ


“อ…เอ่อ… พักชมโฆษณากันสักครู่นะครับ”


ผู้ดำเนินรายการที่มิอาจห้ามปรามถ้อยคำอันดุเดือด ของหนึ่งในคณะบริหารกิลด์โอเวอร์เกียร์ซึ่งนัดคิวได้ยากเย็น ชิงกล่าวตัดบททันที


เหตุเพราะว่า ผลโหวตด่วนสาธารณะในประเด็นเกี่ยวกับระบบซีซั่น มีกระแสตอบรับในเชิงลบ


เป็นเรื่องที่เข้าใจได้


ซาทิสฟายแตกต่างจากเกมทั่วไป


ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักซาทิสฟาย และใช้ประโยชน์ในฐานะโลกอีกใบ มากกว่าเกมเกมหนึ่ง


ทำภารกิจ จับมอนสเตอร์ อัปเลเวล แข่งขันกับผู้เล่นอื่น เสริมสร้างอำนาจ ฯลฯ


เนื้อหาเหล่านี้เป็นเพียงส่วนน้อยของซาทิสฟาย


นั่นคือเหตุผลว่าทำไม หลายฝ่ายถึงคอยสนับสนุนกริดและกิลด์โอเวอร์เกียร์


ผู้คนต้องการแค่สันติภาพ


โดยมองว่า ระบบซีซั่นซึ่งจะรีเซตสภาพแวดล้อมที่ถูกหล่อหลอมอย่างยาวนาน รีเซตสายสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้น คือระบบไร้สาระ


เช่นเดียวกันกับ SA กรุป


บริษัทที่ไม่คิดจะอัปเดตตัวเกมแม้แต่ครั้งเดียว เพื่อให้เกมถูกแทรกแซงน้อยที่สุด


คิดว่าพวกมันจะนำระบบซีซั่นมาใช้?


แทบไม่มีใครให้ราคาความเห็นของศาสตราจารย์คนดังกล่าว มีแต่จะด่าทอเป็นของแถม


***


ครั้งหนึ่ง ช่างตีเหล็กเคยเป็นสัญลักษณ์ของอาณาจักรโอเวอร์เกียร์


ช่างตีเหล็กหลายหมื่นชีวิตที่นำโดยกริด ช่วยสร้างรากฐานอันมั่นคงให้กับอาณาจักร


ด้วยธรรมชาติดังกล่าว อุตสาหกรรมของอาณาจักรจึงถูกยกระดับ จนนายช่างจากหลากหลายสาขาหลั่งไหลเข้ามา


เมื่ออาณาจักรเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด นายช่างสั่งสมประสบการณ์จนกลายเป็นช่างฝีมือ และเริ่มผลิตนายช่างรุ่นใหม่ผ่านระบบศิษย์อาจารย์


อาณาจักรแห่งช่างฝีมือ


“คือว่า…”


ทะเลสาบถูกสร้างขึ้น ณ จุดกึ่งกลาง ระหว่างทางเข้าวิหารทั้งสาม


ทะเลสาบยักษ์ที่สร้างโดยคาริออนและปิอาโร่ ถูกตกแต่งจนงดงามโดยเหล่าช่างฝีมือ


มีการปลูกดอกไม้และต้นไม้หลากสีรอบทะเลสาบ รวมกับถึงการโรยกรวดขาวไว้บนดิน


ช่วยให้ไม่เกิดความประดักประเดิดแม้จะตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง


และเนื่องจากทะเลสาบคือวิหารของลาร์ส เทวรูปกับภาพเหมือนของลาร์ส จึงถูกจัดเรียงไว้โดยรอบ


ประหนึ่งงานนิทรรศการท่ามกลางธรรมชาติก็มิปาน


ขนาดโดยรวม กว้างขวางยิ่งกว่ามหาวิหารของกริดหลายเท่า


เป็นความโลภภายใต้แนวคิดที่ว่า ‘ขนาดของโลกโอเวอร์เกียร์ จะแปรผันตามขนาดของวิหารทั้งหมด’


แต่ถึงจะไม่เป็นเช่นนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร


ในอนาคต โลกโอเวอร์เกียร์ถูกวางเค้าโครงให้พัฒนารอบทะเลสาบ ขนาดของทะเลสาบจึงควรใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


“รู้จักราชาไร้พ่ายไหม”


นี่คือคำถามที่ผุดขึ้นหลังจากกริดได้ยินว่า ลาร์สกลายเป็นเทพหลังจากความตาย


ราชาไร้พ่าย มาดรา


สมัยยังมีชีวิต มันคอยปกป้องอาณาจักรของตน ด้วยการสะบั้นกองทัพจักรวรรดิจนแหลกละเอียดตามลำพัง


ภายหลังกลายมาเป็นอัศวินความตายและปกป้องหมู่เกาะเบเฮ็น


ค่อนข้างน่าเสียดาย มหาสงครามระหว่างมนุษย์และอสูรบนหมู่เกาะเบเฮ็นครั้งแรก มิได้ถูกบันทึกลงไปในประวัติศาสตร์


แต่บ้านเกิดของมาดรา อาณาจักรลูบาน่า ก็ยังมีตัวตนมาจนถึงไม่กี่ปีก่อน


แม้จักรวรรดิจะพยายามปกปิดชื่อของราชาไร้พ่าย แต่นั่นก็มีขีดจำกัด


จึงค่อนข้างแน่ชัดว่า หลังจากที่มาดราเสียชีวิต ชาวลูบาน่าต้องสวดวิงวอนถึงราชาไร้พ่ายอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี


กล่าวคือ อีกฝ่ายอาจได้รับบารมีเทพ


“มาดราหรือ? ข้ารู้จัก”


เดบีเรียนและลาร์สเอียงคอด้วยใบหน้าฉงน


ส่วนคาริออนที่ตอบว่ารู้จัก ผงกศีรษะด้วยใบหน้าเฉื่อยชา


“อา…”


เมื่อหวนนึกถึงความทรงพลังของวิชาดาบราชาไร้พ่าย กริดผุดเหงื่อเย็นเม็ดใหญ่


ไม่มีทางที่คาริออนจะไม่รู้จักมาดรา


ป่านนี้ร่างของมาดราคงย่อยสายไปแล้ว


“ท่านกำลังสงสัยว่า เขาอาจกลายเป็นเทพมนุษย์ใช่ไหม?”


“ใช่… แค่ลองเดาดู”


ชายหนุ่มมิได้คาดหวังมากนัก


ร่างกายและวิญญาณของมาดรา แปดเปื้อนมลทินไปแล้ว


ถูกแพ็กม่าทำให้กลายเป็นอันเดด และต้องอาศัยอยู่บนหมู่เกาะเบเฮ็นตามลำพังจนถึงไม่กี่ปีก่อน


อัศวินความตาย จะกลายเป็นเทพมนุษย์ได้อย่างไร?


จริงอยู่ มีโอกาสที่อีโก้อื่นของมาดรา ที่ไม่ได้สถิตอยู่กับอัศวินความตาย จะถูกยกระดับจนกลายเป็นเทพ


แต่นั่นฟังดูไม่สมเหตุสมผล


เหนือสิ่งอื่นใด มาดราคือตำนาน


แถมยังเป็นตำนานที่โดดเด่นในหมู่ตำนาน


แตกต่างจากลาร์ส ผู้เป็นแค่เด็กชายธรรมดา


มีความเป็นไปได้สูง ที่มารดาจะถูกเลือกให้เป็นเทวทูต จนไม่สามารถกลายเป็นเทพตามธรรมชาติ


หากกลายเป็นเทวทูต ต่อให้ถูกกราบไหว้บูชา แต่ก็ไม่มีทางไปถึงระดับของเทพ


‘ขอให้เดาผิดทีเถอะ’


แต่ไหนแต่ไร การคาดเดาของกริดมักผิดมากกว่าถูก


ดังนั้น ชายหนุ่มพยายามคาดเดาผลลัพธ์ที่เลวร้ายไว้ก่อน และภาวนาให้ออกหน้าตรงข้าม


“เขาเป็นเทพไม่ได้ ด้วยเหตุผลที่ท่านก็คงทราบดี… มาดราถูกบังคับให้เดินบนเส้นทางอันเดด”


“…”


กริดเดาผิด แต่ความเป็นจริงก็ไม่ได้ดีกว่ากันสักเท่าไร


ใบหน้าอันงดงามของคาริออน ค่อยๆ กลายเป็นดำมืด


“เขาน่าจะกลายเป็นทาสของบาเอล ข้าเคยได้ยินว่า ดวงวิญญาณที่บาเอลชื่นชอบที่สุด คือวิญญาณที่ปราศจากความสุข ไม่ว่าจะเมื่อครั้งยังมีชีวิตหรือตายไปแล้ว… น่าสงสารมาก”


กลายเป็นทาสของบาเอล…?


ขณะกริดกำลังหดหู่ เพราะความอยากรู้อยากเห็นไม่เข้าท่าของตน


“วาร์ปเกตพร้อมใช้งานแล้วขอรับ”


อัศวินนายหนึ่งกล่าวขณะโค้งศีรษะคำนับ


‘ทำไมถึงเอาแต่ก้มหน้า?’


กริดออกคำสั่งกับหัตถ์เทวะ ให้เงยหน้าอัศวินขึ้น


แต่ก็เปล่าประโยชน์ อัศวินคนเดิมก้มหน้ากลับไปอีกครั้ง


เหตุเพราะว่า เสื้อคลุมสีแดงของกริดที่กำลังพัดกระพือ ประกอบกับออร่าเทพที่แผ่แสงสีส้มสนธยา ทำให้อัศวินนายดังกล่าว รู้สึกยำเกรงเป็นล้นพ้นจนไม่กล้าเงยหน้ามอง


***


ยกเว้นบราฮัมและซาลิเอล เหล่าอัครสาวกที่เพิ่งมาถึง กำลังยืนรอหน้าวาร์ปเกต


“อึก…”


ใบหน้าของเนเฟลิน่า กำลังซีดเซียวผิดปรกติ


ท่าทีกระสับกระส่ายของเธอ ที่ดูไม่เหมือนแฮชลิ่งผู้ยิ่งใหญ่สักเท่าไร กริดเคยชินกับมันแล้ว


ว่ากันตามตรง ชายหนุ่มยังมองไม่เห็นอนาคตของเนเฟลิน่า


มังกรผู้ยิ่งใหญ่และสง่างาม? ตัวตนสัมบูรณ์?


เด็กคนนี้เนี่ยนะ?


“เธอไม่ต้องไปก็ได้นะ”


กริดกล่าวขณะลูบศีรษะเนเฟลิน่า


อยู่มาวันหนึ่ง ชายหนุ่มเริ่มปฏิบัติต่อเนเฟลิน่า ที่ทำเหมือนตนเป็นพ่อ ประหนึ่งลูกสาว


ดูเหมือนเธอจะสนิทกับลอร์ดมากขึ้น และดูเหมือนว่าลอร์ดจะรับบทเป็นพี่ชาย ยิ่งตามคิดก็ยิ่งปวดหัว


“ไม่ ข้าจะไป ข้าอยากเห็นกับตาตัวเอง”


มังกรสีเทา เซนอน


แม้จะไม่ใช่ลูกของมังกรโบราณ แต่ได้ยินมาว่า เซนอนคือมังกรโตเต็มวัยที่มีปฏิสัมพันธ์กับกริด


เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อมานานแล้ว


แต่เนเฟลิน่ายังคงไม่เชื่อ


เธอมองว่า เป็นไม่ได้ที่มังกรผู้หยิ่งทะนง จะเปิดใจพูดคุยกับสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น


เธออยากยืนยันด้วยตาตัวเอง


‘เจ้านั่นต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ’


มีโอกาสสูงที่เซนอน จะมีอาการแบบเดียวกับบิดาของตน


กล่าวคือ อีกฝ่ายเป็นตัวอันตราย


จำเป็นต้องรู้ให้ได้ว่า เซนอนหลอกตีสนิทกริดด้วยเหตุผลอันใด


‘ถ้าโชคดี เราอาจได้คำใบ้ ที่ช่วยให้บรรเทาอาการของท่านพ่อ…’


จริงอยู่ สถานการณ์อาจพลิกผันได้ทุกเมื่อ แต่ไม่ว่าอย่างไร เนเฟลิน่าก็ยินดีที่จะเสี่ยง


ต่อให้ตัวเองจะตกเป็นเป้าของเซนอน เนเฟลิน่าก็ยังยืนกรานที่จะไปกับกริด


“ไปกันเถอะ”


ชายหนุ่มเคารพการตัดสินใจของเธอ


กริดเดินเข้าวาร์ปเกตเป็นคนแรก ตามด้วยเมอร์เซเดส ปิอาโร่ ซิก และเนเฟลิน่า


อัครสาวกทุกคนแต่งกายแบบเดียวกับกริด


เสื้อคลุมผ้าไหมบาง


ชายเสื้อคลุมยาวปิดเข่า ชายแขนเสื้อกว้าง ดูหรูหราอลังการ


ชุดผ้าไหมซึ่งปลิวไสวทุกครั้งที่ขยับตัว ช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของเทพและอัครสาวก ดูลึกลับและน่าเกรงขามมากขึ้น


***


> ไม่ได้พบกันนาน เจ้าดูสง่างามจนเมื่อก่อนเทียบไม่ติด


เรย์ดันกำลังเต็มไปด้วยผู้คน


เหตุเพราะพวกมันต้องการรับชม ‘มังกรร่อน’ อันโด่งดังด้วยตาตัวเอง


มังกร


สิ่งมีชีวิตที่ถูกกล่าวขานว่า คนไม่มีบุญจะไม่ได้เห็นไปชั่วชีวิต


แต่นั่นคือเรื่องราวเมื่อหนึ่งปีก่อน


ผู้คนที่มารวมตัวกันเพราะอยากเห็นความสง่างามของมังกร หันเหสายตาไปทางวาร์ปเกตโดยพร้อมเพรียง


กริด


ท่าทีที่มังกรแสดงออก หลังจากได้พบกริดและประสานสายตากัน ดูไม่ธรรมดาเลยทีเดียว


ผู้คนเริ่มฮือฮาเมื่อตระหนักว่า มังกรตัวดังกล่าว ค่อยๆ ลดคอยาวของมันลงในท่าคล้ายก้มศีรษะ


‘อาการหนักแล้ว… เจ้านี่เสียสติขั้นรุนแรง’


ท่าทีสุภาพนอบน้อมของเซนอน ทำให้เนเฟลิน่าทวีความรังเกียจ


______________

ปัจจุบันแปลถึงตอน 2,059   ★ ★ จบบริบูรณ์  ★ ★

ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/

#จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ #BJKNovel #BJK_Novel #Overgeared_แปลไทย #Overgeared #นิยาย_เกมออนไลน์ #พระเอกเทพ


 

Comments

  1. โถ่...เนเฟริน่าลูกกกก~ หนูจะอิจฉาอาไม่ได้นะลูกกกก~🤗

    ReplyDelete

Post a Comment

recent post


♥ All Chapters ♥
ออกทุกเย็น
ช่วงเวลา 18.00 - 24.00