จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ 1,632
ไม่เหมือนกับเทพที่ถือกำเนิดจากเทพยุคแรก หรือเหล่าครึ่งเทพ เป้าหมายในการดำรงอยู่ของเทพมนุษย์นั้นค่อนข้างคลุมเครือ
ส่วนใหญ่ถือกำเนิดโดยไม่รู้ความ
จนกระทั่งวันหนึ่ง เทพมนุษย์ส่วนใหญ่เริ่มไม่มีความสุขกับชีวิตอันเป็นนิรันดร์
ไม่สิ ตรงกันข้าม พวกมันรู้สึกเคียดแค้น
เหตุเพราะต้องตกเป็นเป้าหมายของนักล่าเทวตำนาน และเผชิญความทุกข์ทรมานไม่รู้จบสิ้น
นักล่าเทวตำนานเป็นพวกชอบตามตื๊อ
ทันทีที่บังเอิญพบการดำรงอยู่ของเทพมนุษย์ มันจะศึกษาภูมิหลังของเป้าหมายทันที
ศึกษาความปรารถนาที่ให้เกิดเทพมนุษย์ตนนั้น เพื่อวิเคราะห์หาสัญชาตญาณของเป้าหมาย ที่แม้แต่เป้าหมายก็ไม่รู้ว่าตัวเองมี
จากนั้น นักล่าเทวตำนานจะโยนเหยื่อล่อ ให้เทพมนุษย์หลงเข้าไปในถิ่นของตน
ยกตัวอย่างเช่น เดบีเรียนไปเยือนผืนป่าใกล้กับสุสานไร้ผู้สืบทอด ก็เพราะได้ยินข่าวลือว่า เหยื่อในป่าจะช่วยให้มนุษย์อุดมสมบูรณ์
โชคดีที่มันไม่ได้เข้าไปในสุสาน จึงรอดพ้นจะชะตากรรมที่เลวร้ายที่สุดอย่างการถูกวิญญาณเร่ร่อนแห่งสุสานร้างกลืนกิน
อย่างไรก็ดี นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชีวิตเดบีเรียนก็ดำดิ่งลงสู่ขุมนรก
ไม่เพียงจะถูกไล่ล่าโดยสมุนของสายลม แต่ยังถูกไล่ล่าเพิ่มเติมโดยสมุนของวิญญาณเร่ร่อน
ชีวิตประจำวันถูกคุกคามโดยไม่มีเวลาให้พักหายใจแม้แต่วินาทีเดียว
เจ็บปวด โดดเดี่ยว
นี่คือนิยามของเทพมนุษย์ส่วนใหญ่
“กว่าจะผ่านไปได้ในแต่ละวัน คงยากเย็นแสนเข็ญมากสินะ”
เทพแห่งผืนดิน คาริออน
หลังจากเฝ้าสังเกตเหตุการณ์บนโลก เธอเริ่มเข้าใจความเจ็บปวดของเทพมนุษย์ และกังวลว่าตัวตนเหล่านั้นจะค่อยๆ เสื่อมทรามลงเพราะถูกกัดกร่อนโดยสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย
แต่ความจริงนั้นตรงกันข้าม
“เจ้าไม่ต้องกังวล”
เดบีเรียนยืนกราน
“เทพมนุษย์ไม่มีวันเสื่อมทราม”
เพราะตัวเองเป็นมนุษย์ พวกมันจึงเข้าใจมนุษย์ และไม่เคียดแค้นมนุษย์
เทพมนุษย์พยายามดำรงอยู่เพื่อตอบสนองความปรารถนาของมนุษย์
กริดยิ้มขื่นขม
“นี่แหละ มนุษย์”
มนุษย์ยังคงรักษาความสง่างามแม้จะผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนาน
ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดจากปัญญาของใครคนหนึ่ง แต่เป็นองค์รวมของเผ่าพันธุ์
ทุกครั้งที่วิกฤติใหญ่ถือกำเนิดและคุกคาม มนุษย์จะสมัครสมานสามัคคี
ศัตรูตัวฉกาจที่ต้องสู้แลกชีวิต ช่วยสร้างความสัมพันธ์เชิงพึ่งพาในหมู่มนุษย์
และศัตรูเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่มีทางที่เทพมนุษย์จะทรยศมนุษย์
กริดและเดบีเรียนในปัจจุบันคือข้อพิสูจน์
“ฮิฮิ~”
คาริออนหัวเราะแผ่วเบา คล้ายกับเสียงฮัมเพลง
ดวงตากลมโตของเธอมองไปทางกริดและเดบีเรียน สีหน้าคล้ายกับกำลังมีความสุข
“ทำไมถึงมองด้วยสายตาแบบนั้น”
“ข้าดีใจ… เป็นความอบอุ่นหัวใจเมื่อได้ทราบว่า ตัวตนที่ไว้ใจซึ่งกันและกัน จะกลายเป็นครอบครัวของข้าในอนาคต”
“ครอบครัวอะไรกัน…”
เดบีเรียนทำหน้าขรึม
มันอาศัยอยู่ในป่าตามลำพังตั้งแต่ยังเป็นมนุษย์ จึงไม่คุ้นเคยกับคำว่าครอบครัว
“ทำไมจะเป็นครอบครัวไม่ได้ พวกเราอยู่ใต้ชายคาเดียวกันนะ”
กริดอมยิ้มขณะตอบ
“เฮ้อ… ท่านมีภรรยาหลายคน ทัศนคติของท่านจึงเปิดกว้าง”
เดบีเรียนถอนหายใจ
นั่นไม่ใช่คำตำหนิ แต่เป็นการชื่นชมจากใจจริง และกริดก็ทราบดี
“ฉันเพิ่งเรียนรู้เมื่อไม่นานมานี้… มนุษย์เราน่ะ ยิ่งแบ่งปันความรักให้กันมากเท่าไรก็ยิ่งดี มันเกิดประโยชน์ในหลายด้าน… เดบีเรียน นายเองก็ควรได้เจอคนดีๆ …”
กริดปิดปากกะทันหัน
เหตุเพราะสายตาของคาริออนที่กำลังเปล่งปลั่ง สร้างแรงกดดันสุดพิสดารให้ชายหนุ่ม
สายตาที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังบางอย่าง
‘เธอต้องการอะไร…?’
จากมุมมองกริด คาริออนคือผู้เฒ่าอายุหลายพันปี
ย่อมเป็นธรรมดาที่จะมิอาจวิเคราะห์ความปรารถนา จากดวงตาที่เปล่งประกายอย่างใสซื่อประหนึ่งเด็กสาว
“หยุด”
เดบีเรียนส่งสัญญาณ
ครืน!
ผืนดินแผ่นออกไปเหมือนระลอกคลื่น ก่อนจะหยุดลงในทันที
“แถวนี้แหละ”
ณ ริมทะเลสาบขนาดมหึมา ที่ใครหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นทะเล
สัญญาณของพลังเทพปรากฏขึ้น แม้จะบางเบามากก็ตาม
ทันใดนั้น ทั้งสามเทพตรวจพบคลื่นที่กระเพื่อมมาจากส่วนลึกของทะเลสาบ
“พวกเรามาช้าไป”
“ต้องรีบแล้ว”
ความร่วมมือกันระหว่างเดบีเรียน ผู้คาดเดาตำแหน่งซ่อนตัวของเทพมนุษย์ และคาริออน ผู้สั่นสะเทือนผืนดินได้ดั่งใจ เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย
ภายในวันเดียว ทั้งสามเทพเดินทางไปยังจุดหมายห้าแห่ง ค้นหาในบริเวณใกล้เคียงอย่างละเอียดจนพบเทพมนุษย์
รวดเร็วและง่ายดายกว่าที่กริดคิดไว้มาก
อย่างไรก็ดี โชคไม่เข้าข้างสักเท่าไร
แม้สายลมแห่งมหาพงไพรจะเกิดปัญหา แต่วิญญาณเร่ร่อนแห่งสุสานร้างยังคงไล่ล่าเทพมนุษย์ได้เก่งฉกาจ
เหล่าสมุนของมันซึ่งช่ำชองการไล่ล่าเทพมนุษย์ มาถึงจุดเกิดเหตุก่อนกริดกับพรรคพวกหนึ่งก้าวและชิงลงมือตัดหน้า
“พวกนายสองคนรออยู่ที่นี่”
กริดปรามคาริออนและเดบีเรียนที่เตรียมโยนตัวเองลงไปในทะเลสาบ
คาริออนจะสำแดงพลังได้เต็มที่ก็ต่อเมื่ออยู่ในดิน ส่วนเดบีเรียนในป่า
ไม่มีเหตุผลที่ต้องผลักทั้งสองลงไปในน้ำซึ่งไม่ใช่เวทีถนัด
‘ก็ใช่ว่าจะไม่ต้องการความช่วยเหลือหรอกนะ’
ลิชที่กริดเคยพบในป่าเมื่อครั้งแวะไปหาเดบีเรียน นับว่าค่อนข้างแข็งแกร่ง
เมื่อคำนวณจากค่า EXP ที่เพิ่มขึ้น เลเวลของมันไม่น่าจะต่ำกว่าสี่ร้อยห้าสิบ
ในทะเลสาบมีตัวแบบนั้นไม่ต่ำกว่าสิบห้า
แน่นอน พวกมันไม่ใช่ภัยคุกคามสำหรับกริด
อันที่จริง แค่ส่งแรนดี้กับโครงกระดูกไปก็เหลือเฟือ
แต่กริดตัดสินใจออกหน้าด้วยตัวเอง
เฉกเช่นที่เล่าปี่ชวนขงเบ้งด้วยตัวเอง หรือซาโตชิที่จับโปเกม่อนด้วยตัวเอง
กริดก็ต้องลงมือเองเพื่อซื้อใจเทพมนุษย์
มีแต่ต้องแสดงความจริงใจให้มากพอ อีกฝ่ายจึงจะเปิดรับ
ตู้ม!
กริดโยนตัวเองลงใต้ผิวน้ำ
‘เทพนักจับปลาสินะ’
ได้ยินมาว่า เกิดจากความปรารถนาของชาวประมง
หากคอยระมัดระวังมิให้ระบบนิเวศน์ในทะเลสาบเสียหาย มีโอกาสที่จะซื้อใจทางนั้นได้ง่ายขึ้น
กริดที่วิเคราะห์ภายในใจ ไม่ชักดาบออกมาส่งเดช
ชายหนุ่มว่ายน้ำโดยไม่แม้แต่จะถอด ‘ตรวนลูกตุ้ม’ ของลีจอง
ผลลัพธ์ก็คือ กริดต้องว่ายน้ำโดยการเกร็งกล้ามเนื้อ
คลื่นกระแทกจากใต้ดินส่งผลให้กระแสน้ำเชี่ยวกราก แต่นั่นก็ไม่กระทบกับกริด
เป็นเหตุผลว่าทำไม ยิ่งค่าสถานะตัวละครสูงก็ยิ่งดี
“ “เจ้าจบสิ้นแล้ว… เลิกขัดขืนจะดีกว่า…” ”
เพียงไม่นาน สุ้มเสียงอันโหยหวนดังขึ้นในโสตประสาทกริดที่มาถึงจุดหมาย
เสียงก้องกังวานอันเป็นเอกลักษณ์ของอันเดด ยังคงดังอย่างชัดเจนแม้จะอยู่ใต้น้ำ
ไกลออกไป ชายหนุ่มเห็นปราณอสูรสีดำเข้ม ดำยิ่งกว่าขุมนรกอันมืดมิด
ลิชห้าตนกำลังล้อมเด็กผู้ชายคนหนึ่ง
สถานการณ์ค่อนข้างย่ำแย่
ลิชแต่ละตนมีอัศวินความตายสองตนคอยประกบ ร่างกายอันใหญ่โตของพวกมันสร้างบรรยากาศคุกคามสุดขีด
‘ออร์คแสงเยือก’
เผ่าพันธุ์ของเทรูชาน
พิจารณาจากจำนวนลิช ดูเหมือนว่าพิสัยการล่าของวิญญาณเร่ร่อนแห่งสุสานร้างจะกว้างกว่าที่เข้าใจ
‘เราอาจเคยบังเอิญเจอสมุนของมันสองสามครั้ง’
จวบจนปัจจุบัน มีลิชและอัศวินความตายถูกฆ่าโดยกริดไปไม่น้อย
ไม่ใช่เรื่องแปลกหากหนึ่งในนั้นจะมีสมุนของวิญญาณเร่ร่อนแห่งสุสานร้าง
เปรี้ยะ!
ประกายสายฟ้าแลบออกจากปลายเท้ากริด
เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า รองเท้ามังกรครามกำลังตอบสนองต่อความเร็วที่เพิ่มขึ้นถึงขีดจำกัด
เทพสายฟ้าจุติ
เปรี้ยะเปรี้ยะเปรี้ยะเปรี้ยะ!!
“ “…!” ”
ดวงตาสีแดงของลิชเริ่มแปรเปลี่ยน
ทันทีที่พวกมันพบความผิดปรกติในกระแสน้ำด้านบน ร่างของอัศวินความตายก็ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ในพริบตา
เนื่องจากทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พวกมันจึงมิอาจเก็บซ่อนความตื่นตระหนก
“ “อีกหนึ่งเทพมนุษย์งั้นหรือ…” ”
เหล่าลิชที่กำลังควบแน่นพลังเวทไว้ปลายไม้เท้า หันมามองกริดเป็นตาเดียว
สิ่งมีชีวิตที่สร้างกระแสไฟฟ้าสีคราม
สถานะ ‘อสนีจุติ’ กำลังสร้างผล ‘ไฟฟ้าช็อต’ เป็นวงกว้าง
มือสองข้างที่ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน กำลังถือหัวใหญ่ๆ ของอัศวินความตายที่ดวงตายังลืมอยู่
ฉากดังกล่าวมอบความกดดันสุดพิสดารแก่เหล่าลิช
“ “เทพสายฟ้า… ในสุดที่ความปรารถนาของมนุษย์ก็สร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาจนได้…” ”
“ “นั่นไคล์แห่งซาฮารันไม่ใช่หรือ” ”
“ “การไหลเวียนของพลังเวทไม่ปรกติ… เป็นพลังเทพไม่ผิดแน่ อีกฝ่ายเป็นเทพแท้จริง” ”
“ “จับมัน… นายท่านต้องดีใจแน่” ”
ทุกครั้งที่ลิชส่งเสียง คลื่นพลังเวทยิ่งทวีความเข้มข้น ระลอกคลื่นแผ่ออกจากจุดศูนย์กลางอย่างต่อเนื่อง
ทุกระลอกคลื่นคือเวทมนตร์แต่ละชนิด
ตรึงร่างกริด, กำจัดขอบเขตกระแสไฟฟ้า และจุดระเบิด
‘…ระดับมหาจอมเวท’
ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น
คุณสมบัติขั้นต่ำในการเป็นลิช สมัยยังมีชีวิตต้องประสบความสำเร็จอย่างสูง
ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันยังเป็นหัวกะทิที่วิญญาณเร่ร่อนแห่งสุสานร้างคัดสรร
เจ้าของสุสานผู้ดำรงตนมาตั้งแต่โบราณกาล ย่อมสั่งสมบริวารแข็งแกร่งไว้มากมาย
แต่ก็เท่านั้น
หลังจากส่งหัตถ์เทวะไปหาเทพนักจับปลา ลาร์ส ผู้กำลังนั่งยองพลางใช้มือกุมหัว กริดขยับไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
ฉึบ!
เวทมนตร์ทุกชนิดที่พันธนาการชายหนุ่ม ถูกปลดเปลื้องประหนึ่งเส้นด้ายขาดรุ่ย
เวทมนตร์ที่แม้แต่ตำนานยังต้านทานได้ นับประสาอะไรกับเทพ
“ “…!!” ”
มือของเหล่าลิชรีบขยับเป็นระวิง
เวทมนตร์ซึ่งเกิดจากการขยับข้อต่อนิ้วมือแบบกลับด้าน
วงแหวนเวทที่มนุษย์มิอาจวาด เปิดฉากระดมยิงในทันที
พลังทำลายน่าทึ่งมาก
ราวกับไม่แยแสแรงดันน้ำลึก กลุ่มก้อนเวทมนตร์พุ่งใส่กริดด้วยความเร็วสูง
‘อา… ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร แต่เราคงไม่รอดแล้ว…’
สติของลาร์ส ผู้พยายามขัดขืนลิชห้าตนที่กำลังล้อมกรอบ ค่อยๆ เลือนรางลง
เวทมนตร์บังคับเคลื่อนย้าย
เวทมนตร์ที่เกิดจากการผนึกกำลังของห้าลิช กำลังลำเลียงร่างลาร์สไปหาวิญญาณเร่ร่อนแห่งสุสานร้าง
เวทมนตร์ชนิดนี้ ยิ่งขัดขืนก็ยิ่งเจ็บปวด
ลาร์สทุกข์ระทมไปทั้งกายและใจราวกับดวงวิญญาณถูกฉีกกระชาก
มันไม่มีโอกาสแม้แต่จะกล่าวขอบคุณบุคคลปริศนา ผู้โผล่ออกมาช่วยอย่างคาดไม่ถึง
“…!”
ลาร์สค่อยๆ ได้สติกลับมา
เหตุเพราะ ‘ดวงตา’ ของมันถูกโอนถ่ายไปยังมิติดำมืด และได้เผชิญหน้ากับตัวตนบนบัลลังก์
กระดูกพวกนี้คืออะไร?
กระดูกของใคร?
อย่าบอกนะว่า… กระดูกของเทพที่เคยถูกล่า?
นี่มัน… สัตว์ประหลาด…
ต้านทานไม่ได้เลย
วิญญาณเร่ร่อนแห่งสุสานร้าง คือตัวตนที่อยู่เหนือสามัญสำนึกของลาร์สโดยสิ้นเชิง
แผ่นหลังเย็นวาบ เหงื่อเม็ดใหญ่พรั่งพรูราวกับสายฝน
ประหนึ่งหยดน้ำที่เคยเกาะตามร่างกาย ถูกเหงื่อขับออกไปจนหมดเกลี้ยง
ลาร์สต้องการละสายตาไปทางอื่น ไม่อยากจ้องมองสัตว์ประหลาดตนนี้อีกต่อไป หากเป็นไปได้ก็ขอลบความทรงจำทิ้งทั้งหมด
อย่างไรก็ดี ดวงตาที่โอนถ่ายผ่านมิติ มิได้อยู่ในการควบคุมของลาร์ส
ขณะถูกบังคับให้จ้องมองวิญญาณเร่ร่อนแห่งสุสานร้าง ฉากตรงหน้าสลักลงในความทรงจำของลาร์สอย่างแจ่มชัด
ยิ่งจ้องมากเพียงใด ความกลัวของลาร์สยิ่งก็ทวีคูณ จนอดไม่ได้ที่จะสั่นระริก
‘เจ็บปวด…’
ตายแบบมนุษย์ยังดีเสียกว่า
เราเกลียดความเจ็บปวดจากก้นบึ้งเหล่านี้
อย่างไรก็ดี ลาร์สมิได้ถือโทษมนุษย์ที่กราบไหว้บูชาตนเยี่ยงเทพ
เมื่อครั้งที่ปลาทุกตัวในทะเลสาบเปื้อนพิษ ตายและลอยขึ้นผิวน้ำ เป็นเราเองที่ตัดสินใจช่วยพวกเขา…
เป็นเราเองที่ทำให้พวกเขาหันมาพึ่งพา
หลังจากตระหนักถึงความสิ้นหวังจากก้นบึ้งของพวกเขา ใครจะไปตำหนิลง?
ในดวงตาที่กำลังสั่นเทาของลาร์ส หยดน้ำใสไหลรินอาบสองแก้ม
ลาร์สมิได้คาดหวังให้ตัวเองรอด แต่ก็ไม่ยอมจำนนจนถึงวินาทีสุดท้าย
มันยับยั้งความมืดที่เอ่อล้นจากส่วนลึกของจิตใจ
เพราะลาร์สคือเทพ
นี่เป็นหน้าที่ของเทพ ไม่เกี่ยวกับความแข็งแกร่งหรือระดับตัวตน
แต่คงไม่มีใครเข้าใจ…
ไม่ว่าจะสัตว์ประหลาดตรงหน้าเรา ที่กำลังยิ้มเยาะในความน่าสมเพชของเรา
หรือเทพจากสวรรค์ อสูรจากนรก
หรือแม้แต่มนุษย์
เมื่อตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว ลาร์สผุดความอ้างว้างในใจ
แต่มันก็เข้าใจ
ลาร์สทำได้เพียงจินตนาการช่วงเวลาที่ร่างกายของตน ถูกสัตว์ประหลาดตรงหน้าเคี้ยวกลืนในอีกไม่กี่อึดใจ
‘น่ากลัว…’
กระดูกส่วนไหนของเรา ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าสัตว์ประหลาดนั่น?
แขน? สะโพก? ขา?
ได้แต่หวังให้เป็นช่วงล่าง
ขอให้ไม่โชคร้ายเหมือนกับเจ้าของซี่โครง ที่เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นนำไปหงายและสวมศีรษะต่างมงกุฎ
ฉึบ
เหนือดวงตาที่กำลังแดงก่ำโดยไม่กะพริบของลาร์ส เงาดำปรากฏขึ้น
เงาจากมือใครบางคน
เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นกำลังเหยียดแขนมาหาเรา…
มันทำแบบนี้ได้เพราะมีแขนที่ยาวมาก
ปลายจมูกของลาร์สผู้กำลังครุ่นคิด ได้กลิ่นแปลกประหลาด
กลิ่นของเรือที่คุ้นเคย
ไม่สิ ระบุให้ชัดคือกลิ่นของเหล็ก
แตกต่างจากกลิ่นแห่งความตาย ที่แผ่ออกจากตัวสัตว์ประหลาดนั่นโดยสิ้นเชิง
“ “นี่เจ้า…” ”
สัตว์ประหลาดเปิดปากเป็นครั้งแรก
น้ำเสียงของมัน น่ารังเกียจพอๆ กับรูปลักษณ์
ในเวลาเดียวกัน ร่างกายลาร์สพลันชะงัก
“รออยู่ตรงนั้นแหละ… เดี๋ยวฉันจะไปทุบกะโหลกใหญ่ๆ นั่นให้แหลกเอง”
เสียงของชายแปลกหน้าช่วยดึงสติลาร์สกลับมา
ความกลัวพลันอันตรธานหาย ราวกับที่ผ่านมาเป็นเพียงเรื่องโกหก
บึ้มมมม!!
ท่ามกลางเสียงพังทลายของบางสิ่ง โลกที่ลาร์สมองเห็นเริ่มแปรเปลี่ยน
กลับมาเป็นห้วงลึกใต้ทะเลสาบอีกครั้ง
แต่คราวนี้ไม่มืด มีเพียงความสว่างไสว
แม้แต่น้ำเย็นๆ ก็ยังมอบความอบอุ่น
ทั้งหมดเป็นอิทธิพลของพลังเทพสีส้ม ที่แผ่ขยายไปทั่วทุกมุมทะเลสาบ
Comments
Post a Comment