จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ 1,729
ซาทิสฟายอนุญาตให้ใช้ชื่อตัวละครซ้ำได้
ด้วยจำนวนผู้เล่นที่มีมากถึงสองพันล้านบัญชี คงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่อนุญาต
ไม่อย่างนั้น ผู้เล่นที่เริ่มต้นทีหลังคงตั้งชื่อตัวละครไม่ได้จนถอดใจที่จะเล่น หรือไม่ก็เกิดการประท้วง
[ยกเว้นเอกเทพ ผู้เล่นคนอื่นจะไม่สามารถใช้ชื่อ ‘กริด’ ได้อีกต่อไป]
“…”
เมืองหลวงที่กำลังอึกทึกครึกโครมจากคลื่นฝูงชน เงียบสงัดในพริบตา
หลายคนอ้าปากค้างด้วยสีหน้าตกตะลึง
กริด
ชื่อที่โด่งดังที่สุดในโลก ณ เวลานี้
มีคนไม่น้อยชื่นชมกริดจนอยากตั้งชื่อตัวละครตาม และทุกคนกำลังเข่าทรุดกันเป็นแถบๆ
จำนวนมากชนิดที่ว่า ในกรุงไรน์ฮาร์ทตอนนี้ก็มีอยู่เพียบ
ต่อไปจะใช้ชื่อกริดไม่ได้แล้ว?
ระบบจะมีมาตรการชดเชยยังไง?
ไม่สิ จะเกิดอะไรขึ้นกับชื่อที่ถูกตั้งไปแล้ว?
“อ๊า!”
“ไม่นะ! ไม่!”
เสียงกรีดร้องทยอยดังขึ้นจากกลุ่มคนที่ผุดคำถามในใจ
บางคนเริ่มหน้าซีด
ชื่อตัวละครเหนือศีรษะพวกเขากำลังสะกดทุกสายตารอบข้าง
ชาวบ้าน405159
ชาวบ้าน117995
ชาวบ้าน 680022
เป็นต้น
ผู้เล่นที่ใช้ชื่อ ‘กริด’ จนถึงเมื่อครู่ ถูกบังคับให้ถอดออก
“นี่มันเรื่องบ้าอะไร! ต่อไปเวลาไปไหน ฉันจะถูกเรียกว่าชาวบ้าน 879246 ตลอดรึไง?”
“ตัวประกอบชัดๆ …”
“บัดซบ… บัดซบ! ฉันกับหยางเฟยกำลังไปได้สวย! ตอนนี้เหลือแค่ขอแต่งงานแล้ว! กำลังเก็บเงินซื้อแหวนเพชรอยู่เลย… ถ้าฉันขอหยางเฟยแต่งงานในชื่อชาวบ้าน 595977… ก็ต้องถูกปฏิเสธอยู่แล้วไม่ใช่รึไง!”
“หยางเฟย? หมายถึงเถ้าแก่เนี้ยร้านตงฟางปุ๊ป้ายบนถนนสึนามิ?”
“หือ…? ช…ใช่ นายรู้จักเธอด้วยหรือ”
“ผู้หญิงคนนั้นโด่งดังเรื่องการถูกขอแต่งงานเดือนละครั้ง มักจะมีพวกหัวอ่อนคอยซื้อของมาให้เธอหลอกแดกอยู่เรื่อยๆ … หืม ได้ยินว่าส่วนใหญ่จะเป็นพวกมือใหม่ ไม่คิดว่าจะได้เห็นกับตาตัวเอง”
“เหลวไหล! นายคงแค้นหล่อนสินะถึงได้จงใจใส่ร้าย!”
“ฉันไม่ได้ใส่ร้ายหยางเฟย แค่กำลังเยาะเย้ยนาย… ระหว่างที่คบกับหยางเฟยสุดที่รักเนี่ย นายได้จับมือเธอสักครั้งหรือยัง”
“หา…? อ…เอ่อ…”
“ดูทำหน้าเข้าสิ นายเหมาะกับชื่อใหม่อยู่นะ”
จ้อกแจ้กจอแจ
ท่ามกลางบรรยากาศอันคุกรุ่น จู๊ดและหน่วยรักษาความปลอดภัยมีงานให้ทำเพิ่มขึ้นทันที
“หัวหน้า! ช่วยอยู่เฉยๆ ด้วยครับ!”
แม้สมาชิกหน่วยหลายคนจะงานยุ่งมาก แต่พวกเขาก็ต้องสละเวลามาคอยห้ามจู๊ด
อย่าขี่ช้างจับตั๊กแตน
พวกเขากังวลว่าหากจู๊ดที่มีปัญหาในการควบคุมตัวเอง ลงมือปราบปรามชาวเมือง อาจก่อให้เกิดความสูญเสียโดยไม่จำเป็น
จู๊ดผู้น่าสงสารเคยต้องจ่ายค่าชดเชยมานับครั้งไม่ถ้วน
“…?”
ขณะเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัยพยายามสงบสติจู๊ด
ความวุ่นวายในเมืองสงบลงกะทันหัน
ยังไม่ทันจะมีใครทำอะไร กลุ่มคนที่เคยเอะอะก็ปิดปากเงียบกันไปเอง
เพราะความหัวเสียถูกชดเชยในระดับที่น่าพึงพอใจ
[ท่านได้รับ <บัตรเปลี่ยนชื่อ>]
<บัตรเปลี่ยนชื่อ>
ใช้เพื่อเปลี่ยนชื่อตัวละครให้เป็นไปตามที่ต้องการ
แต่บางชื่อจะถูกสงวนไว้
* แลกเปลี่ยนไม่ได้
บัตรเปลี่ยนชื่อคือไอเท็มที่พบเห็นได้ทั่วไปในเกมออนไลน์สมัยใหม่
ส่วนมากจะแถมฟรีมากับสกิน ซึ่งการตลาดประเภทนี้ทำเงินให้บริษัทเกมได้ถล่มทลาย
แต่ซาทิสฟายไม่มีนโยบายขายไอเท็มเป็นเงินจริง ภายใต้ข้ออ้าง ‘ไม่อยากให้เกมสูญเสียอรรถรส’
แม้หลายฝ่ายจะเรียกร้อง แต่ก็ไม่เคยมีการนำบัตรเปลี่ยนชื่อตัวละครมาวางขาย
มันคือนโยบายที่ทำให้ผู้ถือหุ้นแทบคลั่ง
บรรดาผู้ถือหุ้นต่างตำหนิ SA กรุปอย่างหนักที่เพิกเฉยโอกาสกอบโกยความมั่งคั่ง บางคนถึงกับด่าว่า ‘เป็นความดื้อรั้นที่ไร้ประโยชน์’
แต่ถึงอย่างนั้น SA กรุปยังคงยืนกรานหนักแน่นจวบจนปัจจุบัน
จนกระทั่งเหยื่อของการผูกขาดชื่อกริด ได้รับสิ่งชดเชยเป็นบัตรเปลี่ยนชื่อตัวละคร ซึ่งไม่เคยมีใครรู้ว่ามีไอเท็มนี้อยู่ในเกม
แม้จะเป็นการแจกฟรีให้คนเพียงส่วนน้อย แต่ก็ถือเป็นข่าวดี
เพราะนั่นเท่ากับสื่อนัยว่า ซาทิสฟายพร้อมวางขายบัตรเปลี่ยนชื่อได้ทุกเมื่อ
ราคาหุ้นของ SA กรุปทะยานขึ้นทันที
ชายคนหนึ่งกำลังลิงโลดยิ่งกว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นเสียอีก
ไม่ใช่ใครนอกจากดันเจี้ยนมาสเตอร์ สวาปามจกบัลเผ็ด
‘ชื่อตัวละคร… สามารถเปลี่ยนได้!’
ได้โปรด รีบเปิดขายสาธารณะเร็วๆ ทีเถอะ!
ขณะสวาปามจกบัลเผ็ดเฝ้ามองกลุ่มผู้เล่นที่ได้รับชื่อตัวละครใหม่ด้วยความอิจฉา
“ฟู่ว…”
กริดโล่งอก
ชายหนุ่มกลัวปัญหาที่จะตามมาหลังจากตนผูกขาดชื่อตัวละคร แต่ดูเหมือนบรรยากาศจะดีขึ้นด้วยตัวเอง
ระหว่างนั้น ใครบางคนส่งเสียงเอะอะเพราะอยากจะเก็บชื่อ ‘ชาวบ้าน 000000’ เอาไว้… แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่กริดต้องใส่ใจ
[เอกเทพถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ตัวตนสัมบูรณ์]
[ขณะต่อสู้ ท่านจะสร้าง <เขตแดนตัวตนสัมบูรณ์> รอบตัว]
<เขตแดนตัวตนสัมบูรณ์>
เคลื่อนไหวได้เร็วกว่าเป้าหมายที่มีลำดับชั้นต่ำกว่าอย่างไร้เงื่อนไข
มีโอกาสสูงที่จะมองข้ามการโจมตีจากเป้าหมายที่มีลำดับชั้นต่ำกว่า
เพิ่มความแม่นยำในการโจมตีใส่เป้าหมายที่มีลำดับชั้นต่ำกว่า
อย่างไรก็ดี ประสิทธิภาพจะลดเมื่อเวลาผ่านไป
[ตัวตนสัมบูรณ์จะไม่ถูกตีกรอบโดยแนวคิดใด]
[นอกเหนือจากพลังชีวิต ทรัพยากรทุกชนิดจะไร้ขีดจำกัด]
[ทรัพยากรพิเศษ <พลังต่อสู้> จะคงไว้ที่ค่าสูงสุดเสมอ]
[เจตจำนงของตัวตนสัมบูรณ์คือกฎของโลก]
[ทุกการกระทำของท่านคือทักษะ]
[ท่านได้รับทักษะพื้นฐานของตัวตนสัมบูรณ์ <กำหนดทักษะ>]
<กำหนดทักษะ>
ท่านสามารถกำหนดให้พฤติกรรมบางอย่างกลายเป็นทักษะ และบันทึกไว้ใช้งานได้
กล่าวคือ ท่านสามารถจำลองช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตัวเองได้ทุกเมื่อ
* ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
[เขตแดนศักดิ์สิทธิ์วิวัฒนาการเป็นรูปแบบสุดท้าย หุบเขาโลหะของท่านจะใช้ <ละโมบ> เป็นวัสดุ]
[พลังใหม่ <ไม่สะทกสะท้าน> ถูกสร้างขึ้นโดยอิงจาก <ละโมบ>]
<ไม่สะทกสะท้าน>
ยิ่งเป็นการโจมตีที่รุนแรงเพียงใด ท่านก็ยิ่งไม่สะทกสะท้าน
หากอวัยวะของท่านเสียหาย <ละโมบ> จะเข้ามาแทนที่อวัยวะส่วนนั้นทันที
แต่พลังชีวิตของท่านยังคงลดลงตามความเสียหายที่ได้รับ
[พลังใหม่ <หักล้าง> ถูกสร้างขึ้นโดยอิงจากทักษะ <การจดจ่อของเทพโอเวอร์เกียร์>]
<หักล้าง>
ไม่มีไอเท็มชิ้นใดอยู่เหนือท่าน
ท่านสามารถเปิดเผยคุณสมบัติของไอเท็มทุกชิ้นที่เป้าหมายสวมใส่ รวมถึงความสามารถลับ
หากไอเท็มชิ้นใดมีคุณสมบัติพิเศษ เช่นการเพิ่มทักษะใหม่ ท่านจะได้รับพลังที่หักล้างกับสิ่งนั้นทันที
กริดอุทานในใจอย่างต่อเนื่อง
เพราะของรางวัลที่ได้จากการเป็นเอกเทพนั้นน่าทึ่งเกินไป
รู้สึกเหมือนกำลังกดสูตรโกง
‘ทั้งที่แค่ได้เป็นตัวตนสัมบูรณ์ก็ดีใจแล้วแท้ๆ … ไม่อยากเชื่อว่าจะได้พลังแบบนี้เป็นของแถม’
ต่อไปไม่จำเป็นต้องบริหารทรัพยากรอีกแล้ว
มานาและปราณดาบกลายเป็นอนันต์ และปราณต่อสู้ที่ส่งอิทธิพลอย่างมากในการต่อสู้ ก็จะถูกคงไว้ที่ค่าสูงสุดตลอดเวลา
ทักษะใหม่ถูกสร้างได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และเขตแดนศักดิ์สิทธิ์วิวัฒนาการเป็นรูปแบบสุดท้าย
นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งอำนาจสำคัญ
ทุกครั้งที่ได้รับบาดเจ็บหนัก ต่อไปก็ไม่ต้องคอยออกคำสั่งให้หัตถ์เทวะมาช่วยสนับสนุน
แถมยังไม่ต้องกลัวว่าไอเท็มของศัตรูจะสร้างตัวแปรที่อยู่นอกเหนือการคำนวณ
ไม่ผิดนักถ้าจะพูดว่า กริดเมื่อชั่วโมงก่อนกับกริดในตอนนี้ แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
กริดที่เติบโตได้รวดเร็วมาตลอด ยังอดทึ่งกับพัฒนาการระดับนี้ไม่ได้
‘…เอกเทพ ฟังแล้วรื่นหูจริงๆ’
แน่นอน เอกเทพมิได้เหนือกว่าเทพต้นกำเนิด
สาเหตุที่เทพต้นกำเนิดไม่ถูกจำแนกให้เป็นเอกเทพ ก็เพราะพวกเขามี ‘สาม’ องค์
ในทางกลับกัน เอกเทพคือเทพที่มีเพียงหนึ่งเดียวในหมวดหมู่นั้น
ลำดับชั้นของทั้งเอกเทพและเทพต้นกำเนิด คือตัวตนสัมบูรณ์เหมือนกัน
แต่เอกเทพจะฟังดูพิเศษกว่าเล็กน้อย
เทพสงครามชือโหยว
กริดรู้สึกเหมือนถูกเลื่อนไปเป็นระดับเดียวกับ ตัวตนที่ถูกทวยเทพปฏิบัติเยี่ยง ‘คนนอก’
‘แต่ในความเป็นจริง เรายังห่างไกลเขามาก’
แม้กระทั่งในหมู่เหนือมนุษย์ ก็ยังมีการแบ่งลำดับชั้น
แน่นอน ตัวตนสัมบูรณ์ก็เช่นกัน
ยกตัวอย่างฮายาเตะ คงยากที่จะให้คิดว่าฮายาเตะแข็งแกร่งทัดเทียมเทวราชาบนสวรรค์
‘นี่คงเป็นสุดทางของเราแล้ว’
แค่ผู้เล่นก้าวขึ้นมาทัดเทียมเทวราชาแห่งสวรรค์ได้ ก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว
มาถึงจุดนี้ได้ กริดไม่กล้าจินตนาการว่าตนจะเอื้อมถึงเทพต้นกำเนิดหรือชือโหยวในอนาคต
เป็นการมองโลกอย่างสมเหตุสมผลมากที่สุด
นับแต่นี้ไป กริดคงทำได้แค่เชื่อใจและรอพวกพ้อง
โดยหวังว่าในสักวัน อัครสาวกและขุนพลโอเวอร์เกียร์จะพัฒนาตัวเองจนเข้าใกล้ตนได้
เมื่อถึงตอนนั้น คงไม่มีสิ่งใดให้ต้องหวาดกลัวอีก
ขณะกริดครุ่นคิด
[ศาสดาของศาสนจักรเทพโอเวอร์เกียร์ ‘ดาเมี่ยน’ สถาปนาตัวเองเป็น ‘สันตะปาปา’]
[ไม่มีใครคัดค้าน]
[ศาสนจักรรีเบคก้ายอมรับว่า ลำดับชั้นของเอกเทพกริด อยู่ในขอบเขตเดียวกับเทพธิดารีเบคก้า ‘เป็นอย่างน้อย’]
“…”
แตกต่างจากตัวกริด คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักนิยาม ‘เอกเทพ’ จนเกิดความเข้าใจผิด
เนื่องจากคำว่าเอกเทพฟังดูพิเศษกว่า หลายคนจึงเข้าใจว่าเอกเทพอาจสูงส่งกว่าเทพต้นกำเนิด
ด้วยเหตุนี้ ตำแหน่ง ‘สันตะปาปา’ จึงถูกมอบให้ประมุขของศาสนจักรเทพโอเวอร์เกียร์ ไม่ใช่รีเบคก้า
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ศาสนจักรรีเบคก้าในปัจจุบัน ถูกบริหารโดยกลุ่มนักบวชเฒ่าที่เป็น ‘โปรกริด’
‘ถึงขั้นนี้แล้ว… เธอยังจะเพิกเฉยอยู่ไหม’
กริดแหงนมองผืนนภาอันเงียบสงบ
พลางนึกทบทวนน้ำเสียงแสนอ่อนโยนและอบอุ่นของเทพธิดารีเบคก้า ที่เคยได้ยินเมื่อนานมาแล้ว
เป็นอีกหนึ่งวันที่เทพธิดายังคงเงียบ
พรของเธอที่อยู่บนละโมบยังคงไม่หายไปไหน
***
“หือ? อยากให้ข้าซ่อมมัน?”
เฒ่าเคย์กระดิกหู สายตาเผยความสงสัยเจือคาดหวัง
ท่าทีตอบสนองของช่างฝีมือข้างๆ ก็ไม่ต่างกัน
ลอเอลพยักหน้ารับ
“ใช่ นี่คือพระบัญชาจากฝ่าบาท”
“โฮะโฮะ…!”
สังเวียนรูปร่างโลงศพ
แม้จะน่าเสียดายที่ศพเซราทุลสลายไป แต่สังเวียนขนาดมหึมาที่เฒ่าเคย์และช่างฝีมือช่วยกันสร้างขึ้น สุดท้ายก็ได้ทำหน้าที่ของมัน
ไม่เพียงจะเย้ยหยันเซราทุลได้เต็มเหนี่ยว แต่ยังคงสภาพไว้ได้จนกระทั่งการต่อสู้ทั้งหมดจบลง
แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะได้รับความช่วยเหลือจากเวทมนตร์และบาเรียคุ้มกัน แต่เทคนิคทางวิศวกรรมอันยอดเยี่ยมคือส่วนสำคัญที่ช่วยให้สังเวียนทนต่อแรงปะทะจากพลังของทวยเทพ
ผลงานของตนได้รับการยอมรับ?
สังเวียนที่ใช้งานเสร็จ กลับถูกสั่งให้ซ่อมแซม มิใช่ทำลายทิ้ง
“ฝ่าบาทจะประกาศให้เป็นสมบัติของชาติและทำนุบำรุงไว้หรือ? …สายตายอดเยี่ยมสมกับเทพผู้ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าทำแบบนั้น เกรงว่าจัตุรัสคงคับแคบเกินกว่าจะดำรงสังเวียนขนาดมหึมาเอาไว้ได้”
“แน่นอน มันจะถูกเก็บกวาดในภายหลัง”
“…ถ้าในเมื่อจะเก็บกวาดอยู่แล้ว เหตุใดถึงสั่งให้ซ่อมแทนการทำลายทิ้ง?”
ลอเอลอธิบายกับเฒ่าเคย์ที่มีสีหน้ายิ้มแย้ม
“ฝ่าบาทตรัสว่า พระองค์จะใช้สังเวียนเป็นรากฐานของเรือบิน”
“หา…”
“ฝ่าบาททรงพอพระทัยมากที่สังเวียนกลายเป็นสัญลักษณ์ของโลงศพเซราทุล สิ่งนี้จะกลายเป็นสมบัติของชาติและได้เกิดใหม่ในฐานะเทวภัณฑ์อย่างแน่นอน… พี่น้องลาร์ดวูล์ฟจะมาเยี่ยมในอีกสี่วัน หวังว่าจะซ่อมเสร็จทันนะ ทำได้ใช่ไหม?”
“แน่นอนอยู่แล้ว! เจ้าพวกโง่ทั้งหลาย! ตั้งแต่วันนี้ไป อย่าคิดว่าจะมีใครได้นอน!”
“โอ๊ส!!”
เฒ่าเคย์และเหล่าช่างฝีมือต่างส่งเสียงตะโกน
ผลงานของพวกตนจะกลายเป็นเทวภัณฑ์
ด้วยการเกิดใหม่เป็นเทวภัณฑ์ของเอกเทพ
ไม่มีสิ่งใดเป็นเกียรติกับวงศ์ตระกูลได้มากเท่านี้อีกแล้ว
‘ระดับตัวตนของเฒ่าเคย์คงเพิ่มขึ้น’
ลอเอลคาดหวังในพัฒนาการของเคย์
เคย์กลายเป็นสถาปนิกในตำนานหลังจากสร้างเตาหลอมยักษ์ให้กริด หากได้ตัวกระตุ้น ก็มีสิทธิ์ที่จะยกระดับไปอีกขั้น
เช่นเดียวกันกับช่างฝีมือที่เหลือ
ทุกคนที่กลายเป็น NPC พิเศษเต็มตัวโดยฝีมือกริด ต่างมีศักยภาพไร้สิ้นสุด
ทว่า มีอีกหนึ่งเหตุผลที่ลอเอลกำลังอมยิ้ม
เพราะมีความเป็นไปได้ว่า เรือบินของกริดซึ่งแต่เดิมมีชะตากรรมต้องชื่อว่า ‘เรือบินโอเวอร์เกียร์’ อาจถูกระบบบังคับตั้งชื่อในเชิงสัญลักษณ์
เรือบินซึ่งมีรากฐานจากสังเวียนที่ใช้บดขยี้เทวตำนานของเซราทุล
เรือบินที่จะพากริดท่องโลกในอนาคต
ชื่อของมันต้องเป็น ‘โลงศพเซราทุล’ หรือไม่ก็ ‘สุสานเทพ’ แน่นอน ซึ่งนั่นจะยิ่งส่งเสริมให้เทวตำนานของกริดเกรียงไกรอย่างไร้สิ้นสุด
Comments
Post a Comment