จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ 1,723



เว้นเสียแต่จะถูกกระตุ้นโดยความเย่อหยิ่ง ริษยา ราคะ หรืออื่นๆ


ไม่มีเหตุผลที่เทพต้องเกลียดมนุษย์


โดยเฉพาะดารีโน่ หนึ่งในปฐมเทพที่เป็นผู้สร้างวิญญาณมนุษย์


มันหวังว่าสักวัน เมื่อมนุษย์เสียชีวิต พวกเขาจะมีความสุขบนสวรรค์และกลายเป็นผลงานศิลปะอันงดงาม


ดารีโน่ทราบดี และชื่นชอบข้อเท็จจริงที่ว่า มนุษย์มีจิตใจดีงามเหมือนกับเทพธิดา


ขณะเดียวกันก็เชื่อว่า ลึกๆ แล้วยังบันก็จิตใจดีงามไม่ต่างกัน


ครึ่งมนุษย์ ครึ่งเทพ


เพราะหนึ่งในวัตถุดิบที่ฮานึลใช้สร้างยังบัน ก็อ้างอิงจากวิญญาณที่ดารีโน่สร้างขึ้น


มีร์ตรงหน้า คือเจ้าของวิญญาณที่น่าอัศจรรย์


ทั้งอบอุ่นและงดงาม ราวกับวิญญาณมนุษย์ดวงแรกที่ดารีโน่สร้าง


เปรียบดังดอกไม้ที่ดารีโน่ไม่กล้าเด็ด


ทว่า นั่นเป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัว


เคร้ง!


ดาบของมีร์ไถลไปตามใบดาบแผ่นใหญ่ ช่วยบรรเทาแรงปะทะจากน้ำหนักได้หลายส่วน จากนั้นก็แทงดาบใส่ช่องว่างที่เปิดกว้าง


ดวงตาอันลุ่มลึกของดารีโน่ถูกฉาบด้วยแสงสีส้มทันที


ประหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับพระอาทิตย์ยามอัสดง


สิ่งที่พุ่งเข้าหาใบหน้าดารีโน่คือสนธยา


แถมยังเป็นสนธยาของกริด


มีร์ถือมันด้วยสิทธิ์ของอัครสาวก


เคร้ง!


ดารีโน่ตวัดดาบใหญ่ขึ้นมาต้านพละกำลังของสนธยาพร้อมกับกลืนน้ำลาย เป็นเครื่องยืนยันว่า อีกฝ่ายไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เอาชนะได้ง่าย


การโจมตีของมีร์ยังไม่จบ


ไม่ว่าจะขยับข้อมือไปทิศทางใด คมดาบจะกระหน่ำใส่ดารีโน่จากทุกทิศ


เกิดเป็นสีสันงดงาม เฉกเช่นพลังเทพของกริดที่อัดแน่นในสนธยา


ยากที่จะมองทันด้วยตาเปล่า


โดยเฉพาะเมื่อผนึกกำลังกับพลังเทพของกริด


ทุกครั้งที่มีร์เหวี่ยงดาบ พลังเทพของกริดที่กระจายไปทุกทิศราวกับไฟป่า คอยช่วยบดบังวิถีดาบอันซับซ้อนของมีร์


แทบไม่ต่างจากตอนที่อริยดาบครอเกลใช้งาน


แต่ปัญหาคือ ดาบของมีร์ค่อยๆ เร่งความเร็วขึ้น


ทุกครั้งที่ดารีโน่เลียนแบบวิชาดาบมุลเลอร์ จิตใต้สำนึกมีร์จะทยอยลืมตาตื่น ความทรงจำที่จมลึกถูกดึงขึ้นมาจากก้นบึ้งทีละนิด


หลายคนเริ่มสังเกตเห็น


มีร์แข็งแกร่งขึ้นในทุกลมหายใจ


“เก่งขึ้นเพราะข้ารึไง!”


ดารีโน่ที่อ่านทางดาบมีร์ออก เปล่งเสียงพลางชะงักการบุก พลังเทพที่ถูกพ่นทางลมหายใจมีสีโปร่งใส


แทบจะไร้สี


สื่อเป็นนัยว่า สักวันชายคนนี้จะก้าวไปถึงระดับเดียวกับเซราทุลหรือราชาอนุดารา


แต่ดารีโน่ทราบดี


ตนไปไกลกว่านี้ไม่ได้แล้ว


การได้คอยสนับสนุนเทพธิดาคือความภาคภูมิใจของดารีโน่ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นข้อผูกมัด


ความจริงที่ว่า เทพธิดาสร้างชีวิตตามลำพังไม่ได้ ห้ามถูกแพร่งพรายออกไปโดยเด็ดขาด


นั่นคือสิ่งที่ควรทำ ถ้าอยากให้มนุษย์เชื่อใจและศรัทธาเทพธิดาอย่างไร้ข้อกังขา


“ใช่ การได้พบท่านคงเป็นชะตากรรมของข้า”


“…”


เก่งขึ้นได้เพราะข้ารึไง!


ดารีโน่พูดออกไปเพราะความเหนื่อย


ไม่ได้คิดจริงจังกับประโยคนั้น ค่อนไปทางบ่นมากกว่า


แต่มีร์กลับพยักหน้ารับอย่างขึงขัง


ทำตัวราวกับกำลังติดหนี้บุญคุณดารีโน่


ทันใดนั้น


ภายในใจดารีโน่ท่วมท้นไปด้วยอารมณ์หนึ่ง


พลังเทพสีใส ทวีความใสยิ่งกว่าเก่า


ตัวมันที่ไม่มีใครรู้จัก


ย้อนกลับไปในตอนที่เทพธิดาสร้างชีวิตจำนวนมาก แม้ดารีโน่จะทุ่มเทกายใจเพื่อผลิตวิญญาณที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่มีใครจดจำ


ทว่า ในการดวลตรงหน้า มันสร้างบุญคุณกับใครบางคน จนได้รับการจดจำเป็นครั้งแรก


เป็นความรู้สึกที่ไม่เลว


“…เจ้าก็ทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน”


ครืน!!


หลังจากเปล่งเสียงด้วยสีหน้าแปลกประหลาด ดาบใหญ่ของดารีโน่คำรามดุจดังอสนีบาต


ตอนแรกคิดว่าแค่เคลื่อนไหวเร็วขึ้น แต่ดูเหมือนน้ำหนักของดาบจะเพิ่มขึ้นด้วย


เกิดเป็นท่าโจมตีอันทรงพลัง ยิ่งกว่าวิชาดาบมุลเลอร์เมื่อร้อยปีก่อนในความทรงจำมีร์


เปรี้ยง!!


มีร์ซึ่งเหวี่ยงดาบออกไปป้องกันดาบใหญ่ที่พุ่งผงาด กระเด็นถอยหลังไปไกลกว่าสิบเมตร


ร่างกายท่อนบนรีบบิดตัวเพื่อหมุนควงสว่าน ราวกับเชื่อว่าถ้าไม่ทำเช่นนั้น ศีรษะอาจกระเด็นหลุดจากบ่า


เส้นผมยาวสลวยถูกดาบใหญ่ฟันขาด


หมายความว่าศักดิ์ศรีในฐานะยังบัน ถูกบดขยี้อย่างไร้ความปรานี


ใบดาบขนาดมหึมากำลังฉาบไปด้วยพลังเทพสีใสที่แข็งแกร่ง


เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!


การดวลดาบอันดุเดือดของทั้งคู่ มองผิวเผินก็รู้ทันทีว่าอยู่คนละระดับกับคู่ที่ผ่านมา


ทุกครั้งที่พลังเทพสีส้มจากสนธยากระจายเป็นหลายเส้น มันจะสร้างแรงระเบิดและคลื่นกระแทก จนสังเวียนขนาดใหญ่สั่นสะเทือน


อย่างไรก็ดี มีแค่ฝ่ายมีร์ที่ถูกเพิ่มจำนวนบาดแผล


ไม่มีใครมองตามทันว่าโดนฟันตอนไหน เห็นเพียงเลือดที่สาดกระเซ็น


[ยังบันมีร์เอ๋ย อนาคตอาจต่างออกไป แต่ครั้งนี้ข้าเป็นฝ่ายชนะ]


ความคิดของดารีโน่ที่ส่งผ่านไปทั่วห้วงมิติ แล่นสู่สมองมีร์โดยตรง


ทันใดนั้น


มีร์ที่เริ่มกังวลกับการโหมบุกของดารีโน่ที่อ่านทางได้ยากขึ้นทุกขณะ ตัดสินใจเพ่งประสาทสัมผัสทั้งหมดไว้กับมือที่ถือสนธยา


มันยอมปล่อยให้การโจมตีของดารีโน่พุ่งใส่จุดตายโดยไม่ขัดขืน แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน มีร์ทำนายความเคลื่อนไหวถัดไป จากนั้นก็ปลดปล่อยวิชาดาบเต็มรูปแบบ


วิชาดาบที่กระตุ้นพลังของเทพสี่ทิศในเวลาเดียวกัน


สิ่งนี้มีความหมายว่า มีร์เทิดทูนมังกรทองของเทพโอเวอร์เกียร์ บุคคลที่เทพสี่ทิศให้ความเคารพนับถือ


ฉัวะ!


ดาบใหญ่ของดารีโน่สับใส่ร่างกายท่อนบนของมีร์ในแนวเฉียง


[…ณ วันนี้ ยังบันมีร์จบชีวิตลงด้วยฝีมือท่าน]


สนธยาในมือมีร์ ซึ่งมีภาพฉายมังกรทองพันเป็นเกลียวรอบ สับใส่ลำคอดารีโน่


[ในคราวหน้า ได้โปรดเรียกข้าว่าอัครสาวกเทพโอเวอร์เกียร์]


ความคิดของมีร์ถูกส่งไปถึงดารีโน่เช่นกัน


เป็นเครื่องยืนยันว่า จิตของมีร์รวดเร็วทัดเทียมกระแสเวลาของห้วงมิติ


มีร์สามารถปรับตัวให้เข้ากับความเร็วห้วงมิติของดารีโน่ ผู้เข้าใกล้ความเป็นตัวตนสัมบูรณ์


ฉูด—!!


เลือดสดพุ่งจากร่างมีร์ประหนึ่งน้ำพุ


ร่างกายท่อนบนโน้มไปด้านหน้าราวกับกำลังจะล้ม แต่เป็นเพราะถูกฟัน


สองเท้าของมีร์ยังคงปักหลักบนพื้นสังเวียน


ในทางกลับกัน ลำคอดารีโน่มีเพียงกลุ่มหยดเลือดไหลซึม


ไม่ใช่แค่เพราะดารีโน่กลับไปแข็งแกร่งเหมือนเก่า แต่การโจมตีของมีร์ที่ทรงพลังขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ยังแสดงผลได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ


ช้าไปแค่เสี้ยววินาที


ดารีโน่กล่าวขณะใช้พลังเทพสมานแผลที่คอ


“หากข้าคือไลฟาเอลหรือบาเอล เศียรคงหลุดจากบ่าไปแล้ว นั่นคือคุณสมบัติของเจ้า”


ประโยคนี้ถูกบันทึกลงในมหากาพย์


เทพสวรรค์ที่แข็งแกร่งเป็นรองเพียงเซราทุล ช่วยยืนยันฝีมือและคุณค่าของมีร์


“อัครสาวกเทพโอเวอร์เกียร์ มีร์ พ่ายแพ้ต่ออัครสาวกเทพธิดาอย่างฉิวเฉียด”


ดารีโน่ที่นำดาบใหญ่พาดบ่า ฉวยโอกาสย้อนกลับมหากาพย์


ไม่เพียงจะชื่นชมมีร์และเพิ่มคุณค่าให้เทพโอเวอร์เกียร์ แต่ยังเพิ่มคุณค่าให้เทพธิดาในเวลาเดียวกัน


โดยไม่พูดชื่อตัวเองแม้แต่คำเดียว


แค่เปิดเผยว่าเป็นอัครสาวกของเทพธิดา แต่ไม่ได้เอ่ยนาม


เพราะเทพนิรนามอย่างตน มีชะตากรรมต้องนิรนามไปจนวันตาย


แค่ได้รับการยกย่องจากมีร์ ก็นับว่าคุ้มค่าที่ลงมาแล้ว


เป็นเหตุผลว่าทำไม ดารีโน่ถึงไม่ฟันมีร์ขาดเป็นสองท่อน จนสักขีพยานพากันอกสั่นขวัญแขวน


ดารีโน่ใช้พลังเทพสีใสที่ยากจะสังเกตเห็นสมานแผลมีร์ จากนั้นก็ก้าวลงจากสังเวียน


ทันใดนั้น


“เทพโอเวอร์เกียร์ผู้ยิ่งใหญ่ ขอชื่นชมความเก่งกาจของเทพแห่งวิญญาณ ดารีโน่ จากใจก้นบึ้งหัวใจ”


ใครบางคนตะโกนขึ้น


เป็นเสียงฮิวรอย โฆษกประจำตัวกริด


ประโยคดังกล่าวไม่เพียงจะยกระดับตัวตนของดารีโน่ แต่ยังช่วยเสริมความสูงส่งให้มหากาพย์


เพราะการที่เทพโอเวอร์เกียร์เอ่ยปากชมอัครสาวกของเทพธิดา สื่อเป็นนัยว่าตนมิได้ด้อยกว่าเทพธิดา


“…โดนเข้าจนได้”


กึ่งสุข กึ่งโกรธ


ดารีโน่ที่หัวใจกำลังคลุมเครือ เดินลงจากสังเวียน


เฮ้—!!


ท่ามกลางเสียเชียร์ กริดบนท้องฟ้ารู้สึกปลอดโปร่ง


‘เซราทุลคงร้องไห้แล้วมั้ง’


สำหรับเซราทุล ชัยชนะเมื่อครู่คือสิ่งล้ำค่าและเรื่องน่ายินดี


แต่พฤติกรรมของดารีโน่บ่งบอกชัดเจนว่า มันไม่เห็นหัวเซราทุลแม้แต่น้อย


แน่นอนว่านั่นไม่ได้ทำให้ชัยชนะเป็นโมหะ เพียงแต่ศักดิ์ศรีของเซราทุลคงถูกระคายเคืองหลายส่วน


“…ได้โปรดลงโทษข้า ผู้บังอาจพ่ายแพ้ ทั้งที่หยิบยืมพลังจากพระองค์”


รู้ตัวอีกที มีร์ลอยขึ้นไปบนฟ้าและก้มหัวคำนับกริด


มันนำสนธยาสอดไว้ในมือกริด และขยับมือกริดเพื่อให้ปลายดาบจ่อคอตัวเอง ราวกับกำลังเรียกร้องบทลงโทษ


กริดใช้มืออีกข้างจับบ่ามีร์


“เงยหน้าขึ้น นายสู้ได้ดีแล้ว”


“แต่ข้าพ่ายแพ้…”


“มีชีวิตกลับมาก็ดีแล้ว เป็นศึกที่ยอดเยี่ยมมาก”


“…”


ยังบันแห่งอาณาจักรฮวานจะถูกปฏิบัติราวกับนักโทษในยามที่ทำงานล้มเหลว


ต้องไม่ลืมว่า มีร์ถึงกับถูกลบความทรงจำอันล้ำค่า


แต่โลกโอเวอร์เกียร์นั้นต่างออกไป


สำหรับที่นี่ ความล้มเหลวไม่ใช่บาป


เหล่ายังบันบนทุ่งข้าว ได้เห็นภาพดังกล่าวเต็มสองตา


***


“ปล่อยข้า…! การต่อสู้ยังไม่จบ!!”


แอสการ์ด


เซราทุลที่สลัดหลุดจากมือไลฟาเอล ส่งสายตาข่มขู่


มันจ้องโดมิเนี่ยน ผู้มีบรรดาศักดิ์สูงสุดในยามเทพธิดาไม่อยู่ ด้วยสายตาอาฆาตแค้น


“ถ้าอีกสองคู่ชนะรวด ผลจะออกมาเสมอ ถึงตอนนั้นข้าต้องลงไปสู้กับกริด! ต้องแก้แค้นให้ได้!”


“นี่มิใช่สถานการณ์ที่เจ้าจะพูดเรื่องแก้แค้น”


เทพแห่งสุขภาพและปัญญา ยูดาห์กล่าว


“อย่าใช้การแก้แค้นเป็นข้ออ้างเพื่อปกปิดบาปที่เจ้าให้กำเนิดเทพจากเผ่าอสูร”


“เหลวไหลสิ้นดี! พวกเจ้าไม่เคยแยแสเทพอสูรเลยสักครั้ง ตอนนี้เพิ่งจะมาสนใจเทพจากเผ่าอสูรรึไง? ข้ายังไม่ลืมว่าแอสการ์ดยึดมั่นกับชื่อเสียง ขอแค่ได้กลับลงไปและคว้าชัยชนะ ปัญหาทั้งหมดก็จะถูกสะสางเอง!”


“…ทำไมกันนะ”


เซราทุลหยุดพูดทันที ยูดาห์จ้องมองพลางเอียงคอสงสัย


“แม้จะถือกำเนิดทีหลัง แต่เจ้าก็ยังเป็นเทพ เหตุใดถึงได้เจ้าอารมณ์นัก? เพราะรู้สึกต่ำต้อยกว่าชือโหยวจนเกิดเป็นปมใจใน? ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะต่างอะไรกับมนุษย์ล่ะ”


“ปมใจใน… ต่ำต้อย? ข้าไม่ต่างจากมนุษย์?”


เซราทุลไม่ทนอีกต่อไป


ยูดาห์ ผู้กระตุ้นต่อมโทสะ


เซราทุลลบตาดำของตนจนเหลือเพียงตาขาว จากนั้นก็ปรี่เข้าหาอีกฝ่าย


เพียงพริบตาก็มาโผล่หน้าโต๊ะที่ทวยเทพประทับอยู่ ตามด้วยเหวี่ยงดาบใส่ยูดาห์


แน่นอนว่าถูกป้องกันไว้ได้


โดยที่ยูดาห์ไม่ต้องออกแรง บาเรียป้องกันที่เหล่าเทพรับใช้ของยูดาห์กางขึ้น เพียงพอแล้วที่จะขัดขวางเซราทุล


“เทพสงคราม… เป็นชื่อที่ไม่มีใครคู่ควรมาตั้งแต่ต้น”


นอกจากชือโหยว ไม่มีใครแบกรับมันได้


นั่นคือเหตุผลที่ชือโหยวเป็นเอกเทพ


เมื่อตระหนักว่าดาบของเซราทุลอ่อนแอเพียงใด ยูดาห์ส่ายศีรษะแผ่วเบา


เหล่าเทพรับใช้ของยูดาห์ กำลังหลั่งเลือดทางดวงตา จมูก และปาก


เป็นผลจากการฝืนป้องกันดาบของเซราทุล


ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น เซราทุลแข็งแกร่งอย่างมากบนแอสการ์ด แตกต่างจากการไปเยือนโลกมนุษย์ที่ปราศจากพรสนับสนุน


แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่เคยอยู่ในสายตาบุตรแห่งเทพธิดา


เซราทุลที่อับอายสุดขีด สีหน้าเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความโกรธ


แต่มันก็เลิกอาละวาด


เพราะตระหนักถึงช่องว่างระหว่างตนกับยูดาห์


ยูดาห์กะพริบตาให้ไลฟาเอล


“มัวรออะไร ทำไมยังไม่จับกุมตัวอีก”


“ฮะฮะ… น้อมรับบัญชา”


ลงเอยด้วย


เซราทุลที่ถูกไลฟาเอลกับกาบริเอลจับกุมอีกครั้ง ถูกนำไปจองจำในคุกเดียวกับเฮ็กเซเทีย


เพื่อรับประกันว่า เซราทุลจะไม่ลงไปสร้างความวุ่นวายบนโลกมนุษย์อีก


บนสรวงสวรรค์ หากเทพธิดาเข้าสู่ ‘วัฏจักร’ โดมิเนี่ยนกับยูดาห์คือกฎ แต่ไม่เหมือนกับเซราทุล พวกมันไม่เคยล้ำเส้น


ไม่ว่าเซราทุลจะก่อบาปมากมายเพียงใด แต่ก็ไม่มีใครกล้าลงโทษโดยไม่ได้รับการอนุญาตจากเทพธิดาก่อน อย่างมากก็ทำได้แค่คุมขัง


อันที่จริง พวกมันไม่แยแสกับทุกสิ่งอยู่แล้ว


เป็นเหตุผลที่ไลฟาเอลแอบลงไปอาละวาดบนโลกมนุษย์สำเร็จ


“บัดซบ…! บัดซบ! กริดดดด!!”


เซราทุลที่ถูกลากตัวไป แหกปากตะโกนกึกก้องห้องโถง


ท่ามกลางสายตาทวยเทพที่จ้องมองด้วยความสมเพช เซราทุลยังคงโทษกริดจนถึงที่สุด


“สมน้ำหน้า~”


เวนิช เทพแห่งเงินตราที่หลบอยู่หลังต้นเสา แสยะยิ้มหลังจากเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด


______________
ปัจจุบันแปลถึงตอน 2,059   ★ ★ จบบริบูรณ์  ★ ★
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ #BJKNovel #BJK_Novel #Overgeared_แปลไทย #Overgeared #นิยาย_เกมออนไลน์ #พระเอกเทพ

Comments

recent post


♥ All Chapters ♥
ออกทุกเย็น
ช่วงเวลา 18.00 - 24.00