จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ 1,689
“ท่านมีร์ถูกลบความทรงจำ?”
ฐานทัพฮวัลบินดัง
ที่นี่เป็นมิติโดดเดี่ยวเหมือนกับสวนสวรรค์ หนึ่งในไม่กี่ดินแดนที่สามารถหลบเลี่ยงการจับตามองโดยเทพ
ทางเข้าและขั้นตอนลึกลับมาก
ผู้นำกลุ่มอย่างฮวางกิลดงคอยเดินเข้าไปทักทายคนแปลกหน้าระหว่างทาง หลังจากทำซ้ำอยู่หลายครั้งจึงเข้ามาในฐานทัพสำเร็จ
วิธีนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อสนทนากับคนทั่วไป ไม่ใช่สมาชิกของฮวัลบินดัง
เป็นโครงสร้างที่น่าเหลือเชื่อแม้จะได้เห็นด้วยตาตัวเอง
“สามซาทำพลาดมหันต์ แต่ก็ใช่ว่าฉันจะไม่เข้าใจหรอกนะ ในเมื่อดาบของฮานึลเริ่มประทับใจศัตรูอาณาจักรฮวาน เป็นใครก็ต้องหวาดระแวง”
แต่ตอนนี้คงกำลังนึกเสียใจกับพฤติกรรมดังกล่าว เพราะการทำเช่นนั้นส่งผลให้ดาบหลุดมือไปแล้ว
เฒ่าดาบมารถามฮวางกิลดงที่กำลังแสยะยิ้ม
“ขอชกหน้านายสักหมัดได้ไหม”
เป็นคำถามที่ไม่คาดคิด ราวกับหมัดฮุกจากมุมอับ
ฮวางกิลดงกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
“ทำไมถึงชอบใช้ความรุนแรงนักล่ะ”
“พอดีเห็นหน้ายิ้มแย้มของนายแล้วคันหมัดน่ะ ไม่ได้สำนึกที่ทำผิดต่อฉันเลยใช่ไหม? ได้โปรดยอมถูกชกสักครั้งเพื่อไถ่บาปด้วยเถอะ”
“ฉันเคยพูดไปหลายครั้งแล้ว ถ้าคิดจะหลอกศัตรูก็ต้องหลอกพวกเดียวกันให้ได้เสียก่อน… แล้วทำไมถึงเพิ่งมาโกรธ? ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายโดนฉันหลอกสักหน่อย ใช่ไหมล่ะท่านเทพคุณธรรม?”
“…ฉันไม่ใช่เทพคุณธรรม”
“เรียกเทพคุณธรรมเพื่อให้ระลึกถึงความทรงจำเก่าๆ ไง ไม่ดีหรือ?”
“เรียกเทพโอเวอร์เกียร์เถอะ”
“เทพคุณธรรมฟังดูมีมนต์ขลังกว่าเทพโอเวอร์เกียร์ตั้งเยอะ พอดีฉันมองว่า ‘โอเวอร์เกียร์’ เป็นคำประหลาด เทพคุณธรรมจึงรื่นหูกว่าเทพโอเวอร์เกียร์”
“แปลกสำหรับนาย แต่สำหรับฉัน เทพโอเวอร์เกียร์เพราะกว่ามาก”
อันที่จริงก็ฟังดูห่วยทั้งคู่ แต่กริดกลับเถียงเอาเป็นเอาตาย
ฮวางกิลดงจำใจต้องเป็นมิตรกับคำว่า ‘โอเวอร์เกียร์’
ระหว่างนั้น การเตรียมการสำหรับพิธีกรรมยังคงดำเนินต่อไป
สองจากสี่เทพผู้พิทักษ์ที่ถูกผนึกอยู่ในดาบหนักมังกรครามและหอกเสือขาว
กลุ่มฮวัลบินดังเตรียมประกอบพิธีกรรมเพื่อปลดผนึกพร้อมกัน
สตรีเลอโฉมแต่งกายในชุดโชโกรีเปิดปากพูด
“ฤดูใบไม้ร่วงพอดี ง่ายต่อการบรรลุเงื่อนไขพิธีกรรม”
มังกรครามชอบฤดูหนาว ส่วนเสือขาวชอบฤดูร้อน
ดังนั้น เพื่อที่จะปลดผนึกสองเทพพร้อมกัน จำเป็นต้องประกอบพิธีกรรมในฤดูใบไม้ร่วงหรือใบไม้ผลิ
กริดสามารถจินตนาการได้ไม่ยาก ว่าทั้งสองเทพมีนิสัยแตกต่างกันขนาดไหน
“ตอนนี้ทั้งเต่าดำและฟีนิกซ์แดงมาถึงศาลเจ้าอย่างปลอดภัยแล้ว… เทพบนอาณาจักรฮวานจะสังเกตเห็นไหมนะ?”
“ทำไมต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากฟีนิกซ์แดงและเต่าดำเพื่อปลดผนึกมังกรครามกับเสือขาว?”
กริดคือผู้ปลดผนึกให้กับฟีนิกซ์แดงและเต่าดำ
จึงเป็นธรรมดาที่จะสงสัย
สตรีคนเดิมอธิบาย
“เพราะมังกรครามกับเสือขาวอาจทะเลาะกันเอง ทั้งสองเทพจะไม่สงบลงถ้าไม่มีเทพเต่าดำกับฟีนิกซ์แดงคอยไกล่เกลี่ย”
‘ไม่ใช่เด็กสักหน่อย’
กริดรู้สึกสังเวชเล็กน้อย
แต่ก็เข้าใจได้ว่านั่นคือสัญชาตญาณ
ทางเลือกเดียวคือการเปิดใจยอมรับว่า มังกรครามกับเสือขาวเปรียบดังฤดูกาลที่ต่างกัน และเตรียมตัวรับมือล่วงหน้า
กริ๊ง!
เสียงกระดิ่งดังขึ้นกะทันหัน ทำเอากริดตัวแข็งทื่อ
สำหรับชายหนุ่ม กระดิ่งคือสัญลักษณ์ของเทพสงครามชือโหยว
แต่แน่นอน ชือโหยวไม่ได้มาที่นี่
เสียงกระดิ่งดังมาจากพัดในมือสตรี
“จะว่าไป… ฉันรู้สึกเหมือนเธอเตรียมเข้าทรงมากกว่าประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้”
สตรีผู้นี้แต่งตัวเหมือนคนทรงทุกกระเบียดนิ้ว
และเมื่อมองไปยังเทวรูปเทพสี่ทิศ รวมถึงมีดซอยยาบนโต๊ะพิธีกรรมด้านหลังแท่นบูชา กริดอดไม่ได้ที่จะคิดว่านี่คือพิธีกรรมเข้าทรง
“ตาแหลมจังนะ พวกเราประเมินว่าพิธีกรรมเข้าทรงจะได้ผลดีกว่าพิธีกรรมเซ่นไหว้ทั่วไป”
การเข้าทรงหมายถึงการสื่อวิญญาณกับเทพ
และให้เทพตนดังกล่าวช่วยทำลายผนึกแทน
นี่คือเป้าหมายของฮวางกิลดงและฮวัลบินดัง
มีร์เองก็เห็นด้วย
“มังกรครามแข็งแกร่งเป็นพิเศษในหมู่สี่เทพ เทพของอาณาจักรฮวานต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะผนึกสำเร็จ ส่งผลให้ผนึกของมังกรครามแน่นหนากว่าเทพตนอื่น จำเป็นต้องใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย”
ไม่มีทางที่มังกรครามจะหลุดจากผนึกได้ด้วยสื่อกลางเพียงอย่างเดียว
ต้องประกอบพิธีกรรมแยก แต่พิธีกรรมสังเวยก็อ่อนแอเกินไป
ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานกี่ปี เพื่อจะปลุกสติมังกรครามให้ตื่นด้วยพิธีกรรมเซ่นไหว้
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องประกอบพิธีเข้าทรง
“เข้าใจแล้ว”
กริดเคารพวัฒนธรรมของชาวตะวันออก
ประหนึ่งฟองน้ำ ชายหนุ่มซึมซับและเปิดใจกับแนวคิดใหม่
‘คนทรงคงเป็นคลาสลับ…’
กริดหวนนึกถึงข่านบนสวรรค์ เจ็ดมารในห้วงนรก และวิญญาณแพ็กม่ากับอเล็กซ์ในมือบาเอล
ถ้าคนทรงชำนาญการสื่อวิญญาณจริง ชายหนุ่มคาดหวังการใช้ประโยชน์ในอนาคต
กริดซักถามสตรี
“สามารถสื่อวิญญาณกับเป้าหมายต่างมิติได้ไหม?”
“ได้ค่ะ นี่คือพิธีกรรมอัญเชิญเทพ และเทพเกือบทุกตนอาศัยอยู่ในสถานที่ห่างไกล จึงยืนยันได้ว่าพิธีกรรมนี้ไม่สนใจขอบเขตของมิติ”
“พิธีกรรมอัญเชิญเทพ… ใช้กับตำนานหรือครึ่งเทพไม่ได้สินะ?”
“ค่ะ”
“…”
ดูเหมือนปัญหาจะไม่ถูกสะสางง่ายๆ
กริดที่เม้มปากด้วยความเสียหาย สังเกตเห็นบางสิ่งที่ชวนให้ขัดใจ
มีดซอยยาเล่มใหญ่สองเล่ม ที่วางอยู่บนโต๊ะพิธีกรรม
มันดูแวววาวคล้ายกับถูกบำรุงรักษาเป็นอย่างดี แต่ก็แค่แวววาว
จากวิสัยทัศน์ของกริด มีหลายจุดที่ยังทื่อ
‘ลับมีดให้ดีกว่า’
อาหารสำหรับพิธีกรรมถูกเตรียมพร้อมแล้ว และกลุ่มนักดนตรีที่ตั้งแถวสองฝั่งข้างโต๊ะพิธีกรรมกำลังบรรเลงกลองและฆ้องให้เข้ากับจังหวะ
คนทรงที่ยืนอยู่ใจกลางพิธี กำลังกรวดน้ำสะอาดพลางสวดวิงวอนต่อเทพ ฮวางกิลดงกับมีร์คอยช่วยสนับสนุนให้พิธีกรรมสมบูรณ์
มีเพียงกริดและเยอึมที่ยืนว่างๆ
“ขนมไหว้พระจันทร์น่ากินจัง”
กริดไม่อยากถูกมองเหมือนเยอึมที่สนใจแต่ของเซ่น
เนื่องจากเป็นคนขยันทำงาน ก็เลยหาอะไรทำไปเรื่อย
โดยไม่ต้องนำค้อนหรือทั่งออกมา ชายหนุ่มใช้กระดาษทรายขัดส่วนคมของมีดซอยยาที่วางนอนหงาย
คมมีดถูกลับอย่างง่ายดายเพราะเป็นกระดาษทรายที่ผลิตจากกะรุน* (แร่ละเอียดชนิดหนึ่ง)
ผ่านไปสักพัก
คนทรงที่กำลังสวดวิงวอนต่อเทพพลางร่ายรำ ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ดวงตาของเธอกระจ่างใสราวกับผู้บำเพ็ญเพียรมาหลายร้อยปี
มองผ่านๆ อาจเข้าใจผิดนึกว่าเป็นผี
‘สัมผัสได้ถึงบารมีเทพ แม้จะค่อนข้างเบาบาง’
กริดนึกชื่นชมในใจ
มองไปทางคนทรงที่อัญเชิญให้เทพลงมาสถิตร่าง ชายหนุ่มประเมินว่าเธอแตกต่างจากพวกนักตุ้มตุ๋นฮวัลบินดัง
“เฮ่อะ! ฟีนิกซ์แดงและเต่าดำใกล้เข้ามาแล้ว… ข้าจะเริ่มละนะ”
คนทรงเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
น้ำเสียงห้วนเหมือนกับตาแก่ที่สูบบุหรี่วันละสามซอง
ไม่ใช่แค่เรียกใช้หัวหน้าอย่างฮวางกิลดงเยี่ยงทาส แต่ยังตะโกนใส่มีร์กับเยอึมว่า ‘เจ้าพวกโง่’
ทว่า เธอไม่ได้หันมาพูดอะไรกับกริด
ตรงกันข้าม อีกฝ่ายพยายามหลบหน้าด้วยซ้ำ
ไม่จ้องตาแม้แต่ครั้งเดียว ราวกับกริดไม่มีตัวตนที่นี่
> ไม่ได้พบกันเสียนาน
> ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง เทพโอเวอร์เกียร์
ในเวลาเดียวกัน ฟีนิกซ์แดงและเต่าดำมาถึงลานพิธี
อันที่จริง พวกมันมาแค่ ‘จิต’ ไม่ใช่ร่างหลัก
ผ่านการสถิตลงในหัวใจฟีนิกซ์แดงของกริด และกระดองเต่าดำที่กริดครอบครอง
ทั้งสองเทพได้ยินสถานการณ์จากร่างแยกที่ฮวางกิลดงส่งออกไปกระจายข่าว
คนทรงเผยสีหน้าพึงพอใจก่อนจะคลี่พัดและตะโกน
“โอ้ละหนอ~ ข้าเศร้าใจเหลือเกินที่มังกรครามและเสือขาวต้องเผชิญความอับอายมานานหลายปี! หากมนุษย์อย่างพวกเจ้าไม่หลงลืมพวกเขา ทั้งสองก็คงไม่พลาดท่าให้เทพตกสวรรค์จนต้องจมอยู่กับความอับอาย! น่าสังเวชยิ่งนัก!!”
กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!
พัดของคนทรงที่ส่งเสียงกระดิ่ง เคาะลงบนศีรษะฮวางกิลดง
คล้ายกับเป็นการตำหนิด้วยความหงุดหงิด
“อุ๊ฟ!”
เฒ่าดาบมารหัวเราะ
ส่งผลให้คนทรงหันมาสนใจและถูกพัดเคาะหัวไปอีกคน
เยอึมที่เห็นคนอื่นไล่ถูกเคาะหัว ค่อยๆ แอบก้าวถอยหลัง
พยายามยืนให้ห่างจากคนทรงที่สุด
เพื่อไม่ให้ตนต้องอับอายจากการถูกเทพนิรนามฟาดกบาล
โชคดีที่คนทรงไม่ทำอะไรเธอ
เทพในร่างคนทรงอาจดูแคลนยังบัน แต่ก็ไม่กล้าลงมือทำร้ายโดยตรง เป็นเครื่องยืนยันว่าเทพที่ลงมาสถิตร่างมีระดับไม่สูงนัก
ตึงตึงตึงตึงตึง~!
เสียงกลองและฆ้องดังขึ้นในทุกขณะ
กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!
เสียงกระดิ่งจากพัดคนทรงเพิ่มความถี่โดยไม่รู้ตัว
บรรยากาศเร่าร้อนกำลังครอบงำไปทั่วบริเวณ
“มังกรครามเอ๋ย! เสือขาวเอ๋ย! เหล่าผู้ที่ยังไม่ลืมพวกเจ้ากำลังเฝ้ารอให้เจ้ากลับมา! จงสดับรับฟังการเรียกหาและลืมตาตื่นด้วยเถิด…! แค่ก!”
คนทรงที่กำลังโบกพัดพลางร่ายรำ กระอักเลือดสีแดงเข้มกะทันหัน
ดูจากใบหน้าที่กลายเป็นม่วงคล้ำ นี่ไม่ใช่การแสดง แต่เธอบาดเจ็บภายในจริงๆ
“เจตจำนงที่เทพของอาณาจักรฮวานฝังไว้ในผนึกกำลังผลักไสข้า…! แรงขึ้นอีก! ตีให้หนักแน่นกว่านี้!! จงส่งให้การเรียกหาของข้าทะลวงผ่านผนึกหนาๆ ของเทพมังกรครามและเสือขาว…!!”
ตึง! ม้ง! ตึง! ม้ง~!!
แผ่นโลหะบนฆ้องและกลองเริ่มถูกกระแทกดังขึ้น
ทุกคนเหงื่อชุ่มกายประหนึ่งกำลังยืนตีกลางสายฝน อารมณ์พลุ่งพล่านดุดันไม่ต่างจากคนทรง
บรรยากาศพิธีทรงเจ้าช่างยิ่งใหญ่จนกริดเกิดความเอ่อล้น
ขณะที่ความร้อนแรงของสถานการณ์กำลังไล่ระดับ
“ข้าขอมอบเจตจำนงของตน แด่เทพมังกรครามและเสือขาว!!”
คนทรงโยนพัดทิ้งและหยิบดาบเล่มยาวขึ้นมาถือ
ด้วยสีหน้าฮึกเหิมสุดขีด เธอเริ่มใช้ดาบเฉือนเนื้อตัวเอง แต่ก็ไม่มีเลือดไหลออกมา
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะดาบทื่อกว่าที่ตาเห็น อีกส่วนเป็นเพราะบารมีเทพในร่างกาย
ระดับตัวตนที่ค่อนข้างสูง ช่วยให้ผิวหนังคนทรงทนต่อคมดาบทื่อๆ
“พวกเจ้าจงจดจ่ออยู่กับมังกรครามและเสือขาวด้านหลังผนึก! อย่าพลาดโอกาสในวินาทีที่เจตจำนงของข้า ทะลวงผ่านจิตอันชั่วร้ายของเทพที่คอยปิดหูปิดตาพวกเจ้า!!”
ในท้ายที่สุด คนทรงถอดถุงเท้าและขึ้นไปเหยียบบนมีดซอยยาที่วางหงาย
ฉึก!
“กรี๊ดดดดด!!”
“…”
“…”
สตรีผู้สวมบารมีเทพเบาบาง มิอาจต้านทานความคมกริบของมีดซอยยาที่กริดใจดีลับให้กับมือ
ทันทีที่ใช้เท้าย่ำ คนทรงล้มลงบนโต๊ะโดยมีแผลฉกรรจ์กึ่งกลางฝ่าเท้า เลือดสีแดงสาดกระจายเต็มโต๊ะ
“ข…ข้าถูกปองร้าย!”
คนทรงที่นอนกรีดร้องเป็นเวลานาน พยายามกอบกู้สถานการณ์อย่างยากลำบาก
เธออ้างว่าเทพอาณาจักรฮวานแอบใช้เล่ห์เหลี่ยมบางอย่างเพื่อทำให้มีดซอยยาคมกริบ
หญิงสาวเอาแต่พึมพำว่า ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ในไม่ช้าพิธีเข้าทรงจะล้มเหลว
เมื่อตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ กริดกระแอมแห้งพลางมองไปทางเยอึม
เธอมองกริดด้วยสายตาหวาดผวา เพราะเป็นไม่กี่คนที่เห็นกริดใช้กระดาษทรายขัดมีดซอยยา
สีหน้าเยอึมบ่งบอกชัดเจนว่าได้เห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น กริดจึงมิอาจทนนิ่งดูดาย
เกรงว่าหากปล่อยเอาไว้ต่อไป ตนจะถูกเข้าใจผิดและสูญเสียความน่าเชื่อถือ จึงหยิบดาบกับธงห้าสีจากมือของคนทรงที่กำลังนอนตัวสั่น และขึ้นไปยืนเหยียบมีดซอยยาแทน
จุดประสงค์ของระบำคนทรงคือการถ่ายทอดเจตจำนงไปยังเป้าหมาย
ชายหนุ่มยังไม่ลืมว่า ท่ารำดาบของแพ็กม่าถูกดัดแปลงมาจากระบำดาบในพิธีกรรมเก่าแก่
กริดมองเห็นถึงความเป็นไปได้ที่ตนจะทำหน้าที่นี้แทน
และเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
วินาทีที่ย่ำเท้าเปล่าลงบนมีดซอยยาและเริ่มรำดาบเชื่องช้า
[เจตจำนงอันแข็งกล้าของท่านส่งไปถึงเทพสี่ทิศ ‘มังกรคราม’ และ ‘เสือขาว’]
[มังกรครามและเสือขาวที่ถูกกักขังอยู่ในผนึกลืมตาตื่น!]
ครึกครึกครึกครึกเพล้ง!!
ดาบหนักมังกรครามและหอกเสือขาวที่วางไว้บนแท่นบูชา สั่นสะเทือนรุนแรงก่อนที่จะแตกละเอียด
เวลาเดียวกัน ภาพฉายขนาดมหึมาของมังกรครามและเสือขาวปรากฏขึ้น
ร่างของเสือหมอบท่วมท้นศาลเจ้าหลังใหญ่ ร่างของมังกรครามผงาดทะลุหลังคาศาลเจ้า
‘มีอะไรที่เขาทำไม่ได้บ้าง?’
ทุกคนในพิธีต่างจ้องกริดด้วยใบหน้าตกตะลึง
______________
ปัจจุบันแปลถึงตอน 2,059 ★ ★ จบบริบูรณ์ ★ ★
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ #BJKNovel #BJK_Novel #Overgeared_แปลไทย #Overgeared #นิยาย_เกมออนไลน์ #พระเอกเทพ
Comments
Post a Comment