จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ 1,619
‘ช่วยด้วย? ช่วยจากอะไร?’
เมื่อแสงสว่างย่างกราย กลียุคก็สูญสิ้นความมืด
ตำแหน่งท้ายสุดในขบวนแห่ของเหล่าเทวทูตเป่าแตร ไม่ใช่ใครนอกจากเทพธิดารีเบคก้า
ในยามเทพธิดาสร้างสวรรค์ โลก และสิ่งมีชีวิต เทพโดมิเนี่ยนและยูดาห์คอยช่วยเหลืออย่างแข็งขัน
นั่นคือจุดเริ่มต้นของปฐมกาล
สิ่งแรกที่รีเบคก้าทำหลังจากเยือนโลก คือการสร้างสวรรค์และโลกกึ่งกลาง
คาริออนและต้นไม้โลกน่าจะถือกำเนิดขึ้นในเวลาดังกล่าว
กล่าวคือ คาริออนเหมือนกับเทพสวรรค์ตนอื่น มองรีเบคก้าเป็นมารดา
แต่แน่นอน เนื่องจากอาศัยบนโลกกึ่งกลางตั้งแต่เกิด จึงมีหลายสิ่งแตกต่างไปจากเทพสวรรค์
ยังพอเข้าใจได้ว่าทำไมคาริออนถึงเข้าหากริดและปิอาโร่
แต่การขอความช่วยเหลือ ถือเป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง
ไม่เพียงเท่านั้น
แล้วจะให้ช่วยยังไง?
เทพผู้ได้รับความเคารพจากทุกฝ่าย เทพที่กระทั่งรีเบคก้าก็ยังคอยหนุนหลัง อย่างกริดจะช่วยอะไรได้?
“…”
ชายหนุ่มไม่รีบร้อนมอบคำตอบ
ท่ามกลางกระแสความสงสัย มือข้างหนึ่งถูกเลื่อนขึ้นมาเท้าคาง
กริดยอมรับว่าคาริออนน่านับถือ แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะให้เชื่ออย่างสนิทใจ
เป็นกรอบความคิดที่ถูกต้องแล้ว
ไม่ว่าจะมหาสงครามครั้งแรกที่แพ็กม่าต้องเผชิญ มหาสงครามครั้งที่สองซึ่งเพิ่งจบลงไป หรือแม้กระทั่งตำนานเจ็ดมาร
ประวัติศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นมานักต่อนักว่า ทวยเทพเต็มไปด้วยบาป
แถมยังแสร้งตีหน้าซื่อ แอบทำความชั่วอยู่ลับหลัง
ร้ายกาจยิ่งกว่าบาเอล ผู้ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็นคนเลว
แล้วจะให้กริดผู้ล่วงรู้ทุกสิ่ง ยอมเชื่อใจคาริออนเพียงเพราะอีกฝ่ายน่านับถือ?
นั่นคงจะโง่เกินไปหน่อย
‘ดูเหมือนกับดักชอบกล…’
แต่ในทางกลับกัน นี่อาจเป็นโอกาส
หากคาริออนคือเทพผู้วางตัวเป็นกลางบนโลกมนุษย์
หากเป็นเทพผู้ดำรงอยู่เพื่อมนุษย์โดยแท้จริง และมิได้พัวพันกับเทพสวรรค์
การขอความช่วยเหลือจากกริดในยามวิกฤติ คือสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้
‘ถ้าช่วยเหลือและได้มาเป็นพวก คาริออนจะกลายเป็นกำลังสำคัญในอนาคต’
ลำพังข้อมูลในความครอบครองของคาริออน ก็มีมูลค่ามหาศาลจนมิอาจประเมิน
ไม่เหมือนกับต้นไม้โลกซึ่งสื่อสารได้ยากและแสดงอารมณ์น้อยกว่า อาจเพราะอยู่ในสถานะต้นไม้
คาริออนเป็นเทพปรกติ
รูปร่างคล้ายกับมนุษย์
สื่อสารได้สะดวกกว่า บทสนทนาเปี่ยมไปด้วยอารมณ์
‘ถึงจะชวนให้หงุดหงิดนิดหน่อยก็เถอะ แต่ว่า…’
> ช่วยข้าด้วย
กริดเกือบหลั่งน้ำตาอีกครั้งเมื่ออ่านชุดตัวอักษรบนพื้น
เทพผู้ไม่รู้จักการเว้นวรรค
แต่แน่นอน หากช่วยคาริออนสำเร็จ มีโอกาสสูงที่จะได้สนทนากันตามปรกติ
กริดลังเลสักพัก ก่อนจะส่งข้อความเสียงไปหาลอเอล
อธิบายสถานการณ์ปัจจุบันและขอคำแนะนำ
จากนั้น ชายหนุ่มตั้งคำถามกับคาริออนตามคำแนะนำที่ได้รับ
“ให้ช่วยจากอะไร? …ก่อนอื่น ฉันอยากทราบที่อยู่ปัจจุบันของคาริออน”
> ข้าสูญเสียบารมีเทพทุกครั้งที่สมานแผ่นดิน
> ข้าแทบไม่หลงเหลือบารมีเทพเพราะในอดีตโลกนี้เต็มไปด้วยอริยดาบ
‘เป็นความผิดของบีบันกับครอเกลสินะ…’
นั่นสิ ทำไมพวกเอ็งถึงชอบผ่าโลกกันนัก…
กริดส่ายศีรษะเมื่อจินตนาการถึงวิชาดาบสุดทรงพลัง สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
> แต่ข้าก็รับมือได้อย่างเต็มกลืนมาตลอด
> ทว่าในปัจจุบัน
> ผู้คนนับถือเทพโอเวอร์เกียร์มากกว่าข้า
> บารมีเทพของข้าฟื้นฟูได้ช้าลง
“อะ…”
เป็นอีกครั้งที่กริดตระหนักได้
ว่าตนมีอิทธิพลต่อโลกมากเพียงใด
มันทั้งอับอายและภูมิใจ
> ยิ้มทำไม?
“ขอโทษด้วย ฉันยิ้มเพราะขื่นขม”
> ช่างมัน
> นี่มิใช่ความผิดของเทพโอเวอร์เกียร์แต่เป็นความยอดเยี่ยม
‘อย่างที่คิด… ทั้งเถรตรงและสายตาเฉียบแหลม’
สมกับเป็นเทพผู้ได้รับความนับถือจากทุกฝ่าย
บางที การยอมเสี่ยงเชื่อใจ อาจมอบให้ผลตอบแทนคุ้มค่าก็ได้…
> ทุกสิ่งยากขึ้นเพราะเซราทุล
> เขาทำลายผืนดินไปพร้อมกับบารมีเทพที่เหลืออยู่ของข้า
‘เซราทุล… ความผิดมึงนี่เอง’
กริดโยนความผิดทั้งหมดไปให้เซราทุลทันที ช่วยให้จิตใจของตนปลอดโปร่งขึ้นมาก
ตัวอักษรยังคงดำเนินต่อไป
> ข้าขอให้ท่านแม่ช่วยแล้ว
> แต่พระองค์ไม่ตอบ
“ท่านแม่… หมายถึงเทพธิดารีเบคก้า?”
> ใช่
> ท่านแม่สามารถฟื้นฟูพลังให้ข้าได้
> แต่เรียกเท่าไรก็ไม่มีการตอบสนอง
ทุกคนล้วนทราบดี รีเบคก้าวางตัวเงียบมาเป็นเวลานาน
ประมาณสองปีหลังจากซาทิสฟายเปิดตัว
ในช่วงต้นของเกม ยังมีผู้เล่นบางคนได้ยินเสียงของรีเบคก้าผ่านภารกิจ
แต่จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง ประสบการณ์ดังกล่าวได้หายไปจากโลกโดยสมบูรณ์
แม้กระทั่งอดีตสันตะปาปาอย่างดาเมี่ยน ก็ยังเคยได้รับวิวรณ์จากรีเบคก้าแค่สองครั้งเท่านั้น และทั้งสองครั้งอยู่ในช่วงต้น หลังจากนั้นก็ปิดปากเงียบมาโดยตลอด
กับกริดก็เช่นกัน
ชายหนุ่มเคยได้ยินน้ำเสียงอันอ่อนโยนของเทพธิดารีเบคก้าเมื่อนานมากแล้ว จนปัจจุบันเริ่มไม่มั่นใจว่านั่นคือเสียงที่อ่อนโยนจริงไหม
‘หมายความว่ายังไงกัน…’
เหตุใดรีเบคก้าถึงวางตัวเงียบ? เหล่ามนุษย์คาดเดาในหลายสิ่ง
หลายคนโทษสงครามภายในที่เกิดขึ้นหลายครั้งในโบสถ์ บางคนสันนิษฐานว่า จำนวนผู้ดูหมิ่นรีเบคก้ามีเพิ่มขึ้น เพราะเสื่อมศรัทธาที่เทพธิดาไม่ยอมปกป้องมนุษยชาติจากการรุกรานของกองทัพอสูร
ทว่า แม้แต่เทพก็ยังมิอาจติดต่อ?
เพียงเพราะคาริออนแตกต่างจากเทพตนอื่น รีเบคก้าจึงไม่ใส่ใจ?
นั่นคงจะเกินไปหน่อย
เซราทุลผู้บุ่มบ่ามลงมายังโลกกึ่งกลางด้วยความประมาทหลายหน ได้พิสูจน์บางสิ่ง
หากเทพธิดารีเบคก้ายังอยู่ในสภาพปรกติ เหตุใดพระองค์ถึงไม่ตักเตือนเซราทุล?
แอสการ์ดหมกมุ่นอยู่กับกำลังรบ จนถึงขั้นต้องคอยรวบรวมดวงวิญญาณตำนานมาเป็นเทวทูต
ดังนั้น เทพธิดารีเบคก้าไม่น่าจะยอมให้เซราทุล ผู้เปรียบดังอาวุธของเทพธิดา พ่ายแพ้อย่างน่าอดสูจนสูญเสียบารมีเทพซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อลองมองย้อนกลับไป ความพยายามในการสังหารมนุษย์ของอัครเทวทูต ก็ดูจะอยู่นอกเหนือประสงค์ของเทพธิดาไปพอสมควร
นอกจากนั้น ในอดีต เทพธิดามักสื่อสารกับโบสถ์ผ่านวิวรณ์และดาบศักดิ์สิทธิ์
กล่าวคือ พระองค์ปรารถนาให้ศาสนาเข้มแข็ง แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้อัครเทวทูตทำร้ายเหล่าสาวกจนเสื่อมศรัทธา?
กริดผู้เต็มไปด้วยข้อสงสัย ถามอีกครั้งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“มีเรื่องผิดปรกติเกิดขึ้นกับเทพธิดารีเบคก้าหรือ? มีใครบางคนคุมขังพระองค์เพื่อใช้อำนาจแทนในทางที่มิชอบ?”
เทพต้นกำเนิด
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ยังมีเทพอีกสองตนที่ทัดเทียมกับรีเบคก้า
ในบรรดาทั้งสอง ฮานึลหนีไปยังทวีปตะวันออกเพราะสูญเสียพลัง ส่วนยาธานก็ไม่เคยปรากฏตัว
การปรากฏตัวของยาธานหมายถึงการทำลายล้าง จึงไม่มีใครเหลือรอดมาเป็นพยาน
หรือว่ายาธานจะสวมรอยเป็น… รีเบคก้า?
กริดผุดข้อสงสัยใหม่
รีเบคก้าอาจเป็นเทพฝ่ายดี แต่ถูกเทพมารยาธานจองจำเพื่อสร้างความวุ่นวายกับโลก?
จริงอยู่ เทพยาธานอาจได้รับการยืนยันว่าไม่ใช่เทพมาร ผ่านเนื้อหาสำคัญในภารกิจชำระล้างนรก
แต่กริดก็ยังไม่กล้าจำแนกความดีและความชั่วส่งเดช
ชายหนุ่มเพียงต้องการขุดคุ้ยหาความจริง
> ไม่มีใครจองจำท่านแม่ได้
> ไม่แม้กระทั่งยาธาน
> ยาธานกับท่านแม่ร่วมมือกันแต่ไม่แทรกแซงกัน
“…?”
ในหัวกริดเต็มไปด้วยคำถาม
เพราะตัวอักษรของคาริออนหยุดลงเพียงเท่านี้
ไม่ว่าจะรอนานเพียงใดก็ไม่มีการเขียนเพิ่มเติม
“คาริออน?”
ผ่านไปไม่กี่นาทีหลังจากกริดรบเร้า
> ก็อย่างที่เจ้าทราบเทพโอเวอร์เกียร์
> บาเอลทรยศยาธาน
> ไลฟาเอลและกาบริเอล
> อาจมีใครทรยศท่านแม่ก็ได้
อัครเทวทูตลำดับหนึ่งและสอง ตัวตนซึ่งถูกสร้างเพื่อต่อต้านสามอสูรต้นกำเนิด
เทวทูตที่รีเบคก้าสร้างขึ้นก่อนเทพอีกหลายตน
เนื่องจากถือกำเนิดท่ามกลางกลียุคจาก ‘เลือด’ ของรีเบคก้า อำนาจของพวกมันจึงล้นหลาม
เป็นธรรมดาที่จะมีพลังในการบิดเบือนสวรรค์ เฉกเช่นที่บาเอลผู้สืบทอดเลือดจากยาธาน สามารถบิดเบือนนรก
เมื่อนึกถึงใบหน้าอันชั่วร้ายของไลฟาเอล กริดขบกรามแน่น
“คาริออนกำลังจะบอกว่า เหตุการณ์ในปัจจุบันเป็นฝีมือไลฟาเอล?”
> ก็แค่คาดเดา
> ท่านแม่นั้นแตกต่างจากยาธาน
> พระองค์ไม่เคยแปรเปลี่ยน
> ไลฟาเอลกับกาบริเอล
> มีโอกาสต่ำมากที่จะก่อกบฏสำเร็จ
> ความเงียบงันของพระองค์
> น่าจะเป็นความตั้งใจของพระองค์เอง
> ข้าเองก็ไม่ทราบเหตุผล
“…แล้วจะให้ฉันช่วยยังไง”
หลังจากสนทนากับลอเอล กริดตัดสินใจช่วยคาริออน
พิจารณาจากวีรกรรมในอดีต กริดเชื่อได้ว่าคาริออนไม่มีเจตนาร้าย และบทสนทนาเมื่อครู่ได้สร้างความไว้วางใจในระดับหนึ่ง
คำนึงถึงจุดยืน คาริออนไม่มีความจำเป็นต้องแทงข้างหลังใคร เรียกว่าเป็นกลางโดยแท้จริง
แต่แน่นอน หากเป็นคำขอร้องที่ไร้เหตุผล กริดคงผุดความระแวงไม่น้อย
> เทพโอเวอร์เกียร์ได้โปรดยอมรับในตัวข้า
> เทพที่มนุษย์เคารพนับถือมากที่สุดในปัจจุบันคือเทพโอเวอร์เกียร์
> หากเทพโอเวอร์เกียร์ยอมรับในตัวข้าบารมีเทพของข้าจะได้รับการฟื้นฟู
> ได้โปรดสร้างวิหารเล็กๆ ให้ข้าสักแห่ง
คำขอร้องของคาริออน ง่ายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก
คาริออนปรารถนาเพียงให้กริดยอมรับ
แต่ในทางกลับกัน นั่นหมายความว่า ชะตากรรมของคาริออนจะตกอยู่ในกำมือกริดไปอีกนาน
หากในอนาคต คาริออนถูกยอมรับจนบารมีเทพฟื้นฟูกลับมา
และถ้ากริดปฏิเสธคาริออน บารมีเทพที่สั่งสมก็จะสูญหายทันที
“นี่ไม่ต่างอะไรกับ… การทรยศต่อเทพธิดา… สวรรค์ไม่มีทางนิ่งเฉยแน่ คาริออนจะรับมือกับพวกมันไหวหรือ?”
> ช่วยไม่ได้
> หน้าที่ของข้าคือการปกป้องผืนแผ่นดิน
> ปกป้องทุกชีวิตบนผืนดิน
> ตอนนี้มีผู้คนมากมายกำลังทุกข์ทรมานจากภัยพิบัติ
> ข้าต้องช่วยพวกเขา
> ข้าไม่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างท่านแม่กับสวรรค์
เทพผู้ยิ่งใหญ่
เทพผู้ควรค่าแก่การเคารพบูชา
หลังจากนึกทบทวนแก่นแท้ของคาริออน กริดพยักหน้ารับโดยปราศจากความลังเล
ตามด้วยการยกมุมปากยิ้ม
“ฉันจะปกป้องคาริออนเอง”
> .................
บนพื้นหินเต็มไปด้วยตัวอักษรจุด
จุดจำนวนมาก
ไหนบอกว่ากลัวแผ่นดินจะเจ็บปวด แล้วทำไมถึงจุดเล่นพร่ำเพรื่อ?
ข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นตรงมุมสายตากริดผู้กำลังงุนงง
[เทพธรณี คาริออน หน้าแดงก่ำและวิ่งหนีไป]
“…”
นิสัยเหมือนพวกตาลุงไม่มีผิด…
กริดหวนนึกถึงประสบการณ์ในอดีต ตามด้วยขมวดคิ้ว
ปลายเท้ามีข้อความ ‘รบกวนด้วยนะ’ ถูกสลักไว้อย่างงดงาม
***
จำนวนวิหารเทพโอเวอร์เกียร์มีมากกว่าห้าพันแห่ง
แถมทุกหลังยังโอ่อ่าอลังการ
กล่าวคือ จักรวรรดิทั้งหมดถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องจักรผลิตค่าความศรัทธาให้กริด
ชายหนุ่มฉวยโอกาสจากสิ่งนั้น
วิหารของคาริออน ถูกสร้างขึ้นใกล้กับมหาวิหารหลักของเทพโอเวอร์เกียร์ ซึ่งมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาไม่ขาดสาย
แม้จะเล็ก แต่มิได้ซอมซ่อ
และการที่มันเล็ก ก็เพราะถูกนำไปเทียบกับมหาวิหารเทพโอเวอร์เกียร์
นอกจากนั้น กรุงไรน์ฮาร์ทยังเต็มไปด้วยสถาปนิกและช่างแกะสลักระดับช่างฝีมือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลายคนเคยมีประสบการณ์ก่อสร้างวิหาร วิหารของคาริออนจึงสง่างามเป็นพิเศษ
“โฉมหน้าของเทพคาริออน… แตกต่างจากที่ฉันคิดไว้มาก”
ลอเอลดูค่อนข้างผิดหวัง
เทพคาริออนซึ่งยืนอยู่ฝั่งซ้ายมือเทพโอเวอร์เกียร์ มีลักษณะคล้ายกับข่านที่ยืนอยู่ฝั่งขวา
ใช่แล้ว
เทวรูปของคาริออน ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปลักษณ์ตาลุงร่างใหญ่
เฉกเช่นข่าน ส่วนพุงป่องนูนออกมา อกผายไหล่ผึ่งน่าเกรงขาม
“จริงหรือ? แล้วนายจินตนาการไว้แบบไหน?”
“เทพธิดาผู้เลอโฉม… เหมือนกับซาลิเอลตอนกำลังยิ้ม”
“เทวรูปแบบพิมพ์นิยมน่ะหรือ?”
สีหน้าซาลิเอลซึ่งกำลังยิ้มแย้ม พลันแข็งทื่อไปชั่วขณะ
คล้ายกับตกใจในบางสิ่ง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครทราบ
เมื่ออยู่ต่อหน้ากริด ซาลิเอลจะจำแลงเป็นเพศชายเสมอ ถึงแม้จะงดงาม แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนเท่าร่างหญิง
และอันที่เป็นจริง ความสนใจของผู้คนกำลังจดจ่ออยู่กับเทวรูปเทพคาริออน
“แต่ถ้าคำนึงถึงคุณงามความดีในอดีตของเทพคาริออน รูปลักษณ์ในจินตนาการของฉันดูเหมาะสมกว่า”
“ผิดแล้ว ของฉันเหมาะกว่า”
“กับคนที่ไม่เคยพบหน้าเลยสักครั้ง นายมั่นใจได้ยังไง?”
“ช่างเถอะ… การตั้งความคาดหวังไว้ต่ำ ยังไงก็ดีกว่าคาดหวังไว้สูงแล้วผิดหวัง… หือ? ซาลิเอล เธอเป็นอะไรไป ทำไมถึงตัวแข็งทื่อแบบนี้? ไม่ค่อยถูกกับคาริออนหรือ?”
“เปล่า… เทพคาริออนไม่เคยอยู่บนสวรรค์ ข้าจึงไม่เคยพบมาก่อน แต่ได้ยินว่าพระองค์ได้รับความเคารพอย่างมาก”
“อา… ดีใจที่ได้ยินแบบนั้น”
อย่างน้อยก็ยังมีเทพที่มนุษย์สามารถพึ่งพาได้โดยแท้จริง
กริดผู้ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข ฉุกคิดถึงบางสิ่ง
‘เทพมนุษย์ส่วนใหญ่ ก็คงอยู่ฝ่ายมนุษย์เหมือนกับเราสินะ…’
เฉกเช่นกริด เทพเหล่านั้นกลายเป็นเทพเพราะความศรัทธาจากผู้คน
แต่เกือบทั้งหมด หากไม่ถูกนักล่าเทวตำนานกินเข้าไป ก็คงกำลังซ่อนตัวจากนักล่าเทวตำนาน จึงเป็นเรื่องยากที่จะหาตัวพบ
อย่างไรก็ดี ถ้ามีพลังของคาริออน กริดเชื่อว่าตนสามารถหาพบได้ไม่ยาก
ในเมื่อเป็นเทพธรณี สายตาน่าจะสอดส่องไปได้ทุกซอกมุมของทวีป
การผนึกกำลังระหว่างคาริออนกับทีมสำรวจของสกังค์ คือการร่วมมือในอุดมคติเลยไม่ใช่หรือ?
‘เราได้พันธมิตรที่ยอดเยี่ยมเพิ่มมาอีกหนึ่ง’
ใบหน้ากริดกำลังสดใสสุดขีด
มันรู้สึกประหนึ่งได้พบแสงสว่าง ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยศัตรูสุดโหดหิน
Comments
Post a Comment