จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ 1,711



เทพสงคราม เซราทุล


มันคือเทพที่ถูกสร้างโดยอ้างอิงจากชือโหยว ระบุให้ชัดก็คือ เป็นตัวตนที่ใกล้เคียงปรสิต เพราะความเคารพศรัทธาของผู้คนไม่เพียงจะส่งไปถึงชือโหยว แต่ยังรวมถึงเซราทุลด้วย


กล่าวคือ สิทธิ์ที่ชือโหยวควรจะได้รับ ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างเท่าเทียม


รอบกายเซราทุลแผ่แรงกดดันอันท่วมท้น


หนวดที่ยาวลงมาถึงจุดตันเถียน และผมสีเทาที่ชี้ตั้งเหมือนสายฟ้า เมื่อผนวกกับร่างกายกำยำใหญ่โต บรรยากาศชวนให้นึกถึงภัยพิบัติเดินดิน


ชวนให้นึกถึงตัวตนสัมบูรณ์ที่ถูกพรรณนาในเทวตำนาน หรือในตำนานเทพนักรบของประวัติศาสตร์อื่น


“ไม่เห็นหน้าครู่เดียว เปลี่ยนไปมากเลยนะ”


ทุกครั้งที่เซราทุลเปิดปาก อากาศสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด พลังเทพไร้สีเคลื่อนไหวตามเจตจำนง ราวกับพร้อมจะถล่มขุนเขาด้วยการขยับร่างกายเพียงเล็กน้อย


“…ไม่สั่นกลัวเลยสักนิด”


เซราทุลรังเกียจสายตาที่กริดมองตน ภาพของชายผู้มีดวงตาสงบนิ่งไม่หวั่นไหว ไม่เผยร่องรอยของความกลัวและความเคารพ เป็นเครื่องยืนยันว่าอีกฝ่ายหยิ่งยโสและเบาปัญญาเพียงใด


“ดูเหมือนในตอนที่ข้าไม่อยู่ เจ้าจะเติบโตขึ้นพอสมควร”


ชายผู้พัฒนาตัวเองได้รวดเร็วเหนือกระแสเวลา


เซราทุลยอมรับว่า พัฒนาการของกริดน่าทึ่งมาก


นั่นคือเหตุผลที่มันต้องเก็บตัวฝึกตน


สำหรับเทพสงคราม ‘การฝึกตน’ มีความหมายยิ่งใหญ่


ผลลัพธ์คือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลาแสนสั้น


ไม่มีทางที่เทพมนุษย์ผู้โอหังและต่ำต้อยจะจินตนาการออก


“ซูด…”


เซราทุลสูดลมหายใจยาว


จิตสังหารที่อยากเข่นฆ่ากริดถูกข่มไว้ ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพราะทั้งเจตนาฆ่าและปราณต่อสู้ที่เคยพลุ่งพล่าน ทุเลาลงระดับหนึ่งหลังจากทำร้ายเวนิช


“ข้าพอจะเข้าใจแล้ว เหตุผลที่เจ้าทำตัวอวดเก่ง”


ขณะเอ่อล้นประหนึ่งสายหมอก พลังเทพของกริดที่ปรากฏในโฉมมังกรทอง กลมกลืนไปกับทิวทัศน์ด้านหลังอย่างงดงาม


กล่าวคือ ดินแดนแห่งนี้ยอมจำนนต่อกริด


เป็นหลักฐานว่าเทวตำนานของกริด เริ่มหยั่งรากลึกลงบนทวีปตะวันออก


คำนึงจากกลิ่นอายอันเลือนรางของเทพตกสวรรค์ ดูเหมือนพวกมันจะมอบสารอาหารให้กริดไม่น้อย


“แม้เทพมนุษย์แสนอ่อนแอจะสร้างโลกเทพสำเร็จ แต่ก็ยังเป็นระดับที่เปราะบาง… ในสายตาเทพสงครามอย่างข้าล่ะนะ”


เทพสงครามเกิดมาเพื่อต่อสู้


หอกที่คมที่สุดของสวรรค์


เลี่ยงไม่ได้ที่จะอ่อนแอลงเมื่อออกจากแอสการ์ดซึ่งเปรียบเสมือน ‘รากเหง้า’ แต่ก็ต้านทานผลข้างเคียงขณะย่างกรายเข้าไปในดินแดนศัตรู


นั่นเพราะว่า ไม่มีดินแดนใด มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสกัดกั้นเทพสงคราม


ไม่ว่าจะเป็นโลกโอเวอร์เกียร์ที่กริดสร้าง อาณาจักรฮวานของเทพตกสวรรค์ หรือนรกที่สร้างและปกครองโดยอสูร


สำหรับเซราทุล ทุกที่เหมือนกันหมด


นั่นก็เพราะว่า เทพสงครามเกิดมาเพื่อเดินหน้าบุกถล่ม ถ้าถูกสกัดกั้นเพียงเพราะแรงกดดันอันน้อยนิด ก็ไม่ควรได้ชื่อว่าเทพสงครามตั้งแต่ต้น


แต่แน่นอน ไม่ได้แปลว่าเจ้าของดินแดนจะไม่ได้รับประโยชน์


“ตอนเก็บตัวฝึกตนในวิหาร แกคงฝึกลิ้นมากเป็นพิเศษสินะ”


กริดที่มองดูพฤติกรรมของเซราทุลอย่างเงียบกัน ในที่สุดก็เปิดปาก


ความเป็นศัตรูระหว่างกริดกับเซราทุลนั้นชัดเจน


กับเทพตนอื่น กริดอาจเป็นศัตรูด้วยเพราะสถานการณ์นำพา หรือไม่ก็เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เก่าแก่ แต่กับสามเทพอย่างเซราทุล โดมิเนี่ยน และยูดาห์ ชายหนุ่มมองต่างออกไป


เพราะพวกมันเคยสร้างความเสียหายทั้งตรงและทางอ้อมแก่มนุษย์


โดยเฉพาะเซราทุลและโดมิเนี่ยนที่เคยบุกรุกไรน์ฮาร์ท


จากสองคนนั้น เซราทุลเคยข่มขู่พวกพ้องของกริด รวมไปถึงลอร์ด


หากไม่มีฮายาเตะคอยช่วยเหลือ ไอรีนและประชาชนคงตกอยู่ในอันตราย


“คึ… คึฮ่าฮ่าฮ่า!”


จ้องกริดด้วยดวงตาเบิกกว้างสักพัก เซราทุลระเบิดเสียงหัวเราะราวกับทนไม่ไหวอีกต่อไป มันยกคางขบขันอยู่เป็นเวลานาน


จากนั้นก็กลับมาทำหน้าขรึม


ดูเหมือนจะตัดสินใจได้แล้ว


“การทำร้ายเจ้าที่นี่… มันง่ายดายเกินไป และไม่ช่วยให้ความโกรธของข้าบรรเทาลง”


ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่อีกฝ่ายคือเทพ


เฉกเช่นเวนิชที่ถูกบั่นเศียรไปเมื่อครู่ ถึงกริดจะถูกฆ่า แต่ก็ยังไม่ตายโดยสมบูรณ์


กล่าวคือ ความตายจะนำมาเพียงความสูญเสีย


จัดการกริดที่นี่?


มิได้สลักสำคัญอะไร


ข้าคือเทพสงคราม ชัยชนะคือของตาย


การทำร้ายอีกฝ่ายในที่ลับตาคน โลกคงไม่ได้ให้ค่าอะไรนัก


ดังนั้น จำเป็นต้องสร้างประจักษ์พยาน


ต้องรวบรวมกลุ่มมนุษย์ผู้โง่เขลาจำนวนมากที่รับใช้กริด จากนั้นก็ย่ำยีกริดประหนึ่งของเล่น และปิดฉากด้วยการปลิดชีพ นั่นจึงจะทำให้ระดับตัวตนของกริดเสียหายร้ายแรง


“ถ้าคำนึงจากช่วงเวลา… ฮานึลเพิ่งเข้าสู่วัฏจักรได้ไม่ถึงหนึ่งปี แต่ก็ยังคอยชี้นำผู้คนผ่านจิตใต้สำนึก เวทีจึงน่าจะพร้อมใช้งานแล้ว”


ปึด!


พลังเทพไร้สีหลายล้านเส้น คอยบีบรัดและคลายออกอย่างต่อเนื่องประหนึ่งมัดกล้ามเนื้อ ขณะบีบรัดเต็มที่ พลังงานอันเข้มข้นในจุดดังกล่าวมอบบรรยากาศอันน่าสะพรึง ประหนึ่งพร้อมระเบิดศีรษะกริดในพริบตา


แต่ภัยคุกคามจะยิ่งรุนแรงกว่าในยามที่คลายออก


เฉกเช่นเส้นไหมสะบัดพลิ้ว พลังเทพขอเซราทุลทำตัวประหนึ่งบาเรียคุ้มกาย


ลักษณะคล้ายใบดาบที่คอยผ่าผู้บุกรุกเป็นหลายหมื่นชิ้น


“คอยดูเถอะ กริด ข้าจะใช้วิชาดาบแบบเดียวกับเจ้า สร้างความอับอายกลับคืนให้เจ้า… โทษฐานที่เคยทำให้ข้าผู้นี้ต้องอับอาย วิชาของใครจะเหนือกว่า ข้าจะให้ทุกคนได้ประจักษ์เต็มสองตา”


เจ้าอาจใช้ดาบได้ยอดเยี่ยมจนคู่ควรแก่การเป็นเทพแห่งดาบ แต่ข้าคือผู้เชี่ยวชาญวิชาต่อสู้ทุกชนิด


ตัวข้า เทพสงครามเซราทุล มีอภิสิทธิ์ที่จะใช้ทุกวิชาได้ไม่เป็นสองรองใครในโลก


จากนั้น เซราทุลที่พึมพำ คล้ายบาเรียห้วงมิติออก


เป็นนัยว่า อีกไม่นานข้าจะกลับมา


กริดที่สับสนอยู่สักพัก ก้มหน้าครุ่นคิด


ควรปล่อยให้ไอ้เวรนั่นกลับไปจริงหรือ?


แต่ความลังเลเกิดขึ้นไม่นาน


‘มันอยากต่อสู้แบบมีคนดูสินะ’


ข้อเสนอของเซราทุล ฟังดูเข้าท่าสำหรับกริด


แน่นอน นั่นคือในกรณีที่กริดรับประกันชัยชนะ และชายหนุ่มเชื่อว่าตนมีโอกาสสูง


เพราะหากคิดจะต่อสู้แบบมีคนดู เซราทุลก็ต้องลงมาที่โลกกึ่งกลางอีกครั้ง


และเมื่อสังเวยคือโลกมนุษย์ แน่นอนว่ากริดย่อมได้เปรียบ


หากคำนึงว่าโลกโอเวอร์เกียร์กำลังแผ่ขยาย สถานการณ์จะยิ่งเข้าทางเมื่อเวลาผ่านไป


‘ลอเอล นายมองไปข้างหน้ากี่ก้าวกันแน่’


เมื่อสถานการณ์คลี่คลายในทางที่ดี กริดผู้กำลังอมยิ้ม รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว


เซราทุลเป็นเพียงเทพสงครามปลอม ส่วนตัวจริงอยู่บนทวีปตะวันออก


ขณะกริดผู้เกลียดชังเซราทุล เตรียมประกาศความจริงดังกล่าวให้โลกรับรู้ ลอเอลรีบห้ามปรามไว้ และนี่คือเหตุผล


“ถ้าคำนึงจากนิสัยของเซราทุลที่ชอบลงมาบนโลก มันต้องลงมือในอีกไม่ช้าแน่ เมื่อถึงตอนนั้น เพื่อให้ฝ่าบาทได้รับสารอาหารจากเซราทุลอย่างครบถ้วน ห้ามลดทอนคุณค่าของมันเด็ดขาด”


ลอเอลแนะนำมาประมาณนี้


ส่งผลให้กริดยังไม่ประกาศการมีอยู่ของชือโหยว


อย่างไรก็ดี คนส่วนใหญ่ทราบข้อเท็จจริงนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะชาวโอเวอร์เกียร์หลายพันคน


‘ความอดกลั้นเมื่อตอนนั้น กำลังจะตอบแทนกลับมาเป็นพันเท่า’


นี่คือเหตุผลที่คนเราต้องเลือกคบเพื่อนฉลาด


‘กับผู้หญิงก็เช่นกัน’


แค่สวยยังไม่พอ แต่ต้องสมองดีด้วย


กริดที่รู้สึกภาคภูมิใจ ยกมุมปากยิ้ม


หลังจากเซราทุลกลับไป โรงงานหัตถ์เทวะที่กลับมาผลิตไอเท็มต่อ หยุดชะงักพร้อมกันทั้งหมด


ความเงียบเข้าปกคลุมจนน่าขนลุก


ท่ามกลางโลกที่คล้ายกับกระแสเวลาหยุดไหล กริดหวนนึกถึงพลังเทพของเซราทุล


‘คงทะลวงด้วยวิธีปกติไม่ได้’


กริดประเมินบาเรียคุ้มกายเซราทุลไว้สูงพอสมควร พลังเทพที่แข็งกว่าชุดเกราะ แต่พลิ้วไหวดุจดังเส้นไหม ไม่ว่าการโจมตีใดก็ยากที่จะสร้างผลลัพธ์


‘ถ้ามีคุณสมบัติต้านทานทักษะด้วย งานของเราจะยิ่งยากขึ้นไปอีก’


ข้อได้เปรียบของโลกเทพ คือการกระหน่ำใช้งานทักษะได้โดยไม่ต้องสนใจระยะหน่วง


เป็นเหตุผลว่าทำไม ทุกครั้งที่กริดวางแผนโจมตีแอสการ์ด จะต้องคำนึงถึงไอเท็มที่มีคุณสมบัติ ‘ต้านทานทักษะ’ เสมอ


เซราทุลก็คงเหมือนกัน


ด้วยอำนาจของเทพสงคราม อีกฝ่ายมีโอกาสครอบครองคุณสมบัตินั้น


‘คงต้องสมมติว่า เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ใช้ทักษะไม่ได้’


จะเอาแต่พึ่งพาดาบจัทราดับก็ไม่ได้


เพราะค่าความเสียหายที่ดาบจันทราดับสร้างได้มีขีดจำกัด


กริดเริ่มออกแบบดาบเล่มใหม่ เพื่อดึงศักยภาพ ‘การโจมตีธรรมดา’ ให้ถึงขีดสุด


แน่นอน กริดมีของแบบนั้นอยู่เพียบ แต่ยังไม่ดีพอที่จะใช้กับศัตรูระดับเซราทุล


อ้างอิงจากบทสนทนากับครอเกลขณะสร้าง ‘สนธยา’


‘ไม่ใช่แค่ดาบ แต่เราต้องวางแผนใช้อาวุธรองด้วย’


ยิ่งมีไอเท็มมากเท่าไรก็ยิ่งดี สักวันจะมีโอกาสได้ใช้เอง


กริดวางแผนผลิตไอเท็มให้หลากหลายชนิดที่สุด เพื่อเตรียมทำศึกกับเซราทุลในอนาคต


***


“นาข้าวพวกนี้… เมื่อวานข้าก็รู้แปลกๆ … แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้”


ในคืนก่อน


ขณะร่วมมือกับ ‘ไม้เท้าเล็กแห่งสุสานร้าง’ เพื่อโจมตีกรุงไรน์ฮาร์ท


คาเบลลอนพบว่าแผนการเริ่มสั่นคลอนตั้งแต่ต้น


เป็นเพราะขนนกสีขาวที่บินตามติด?


ไม่ใช่


ไม้เท้าเล็ก โรเปโร่ อาจจะไม่ชอบพลังเทพที่แฝงมากับขนนก แต่กับคาเบลลอนแล้วไม่มีพิษภัย


สิ่งที่ทำให้มันลำบากใจ คือแนวป้องกันที่เกิดจากฝีมือชาวนา ผู้ชุ่มฉ่ำไปด้วยเหงื่อและโคลน


เกวียนที่เต็มไปด้วยเศษดินและฟางข้าว


โครงสร้างและตำแหน่งการวางยอดเยี่ยมเกินไป จนทำให้อัศวินความตายเสียจังหวะไปหลายครั้ง


นอกจากนั้น ยังมีกำแพงดินบางจุดที่ดาบของคาเบลลอนตัดไม่ขาด คล้ายอัดแน่นด้วยพลังงานประหลาด ราวกับก่อจากน้ำศักดิ์สิทธิ์ก็มิปาน


“ระดับชาวนาของที่นี่ไม่ธรรมดาเลย… พวกเขาล้วนมีพลังจิตที่เข้มแข็ง ชนิดที่สั่งดินน้ำได้ตามใจนึก อาจรวมไปถึงการกำหนดลมและแสงแดดด้วย… เป็นไปได้ยังไง? นี่ก็เป็นพลังของเทพโอเวอร์เกียร์?”


เป็นธรรมดาที่คาเบลลอนจะเข้าใจผิด คิดว่ายังบันคือชาวนา


นั่นเพราะว่า หลังจากเดินพ้นประตูเมือง มันได้พบชาวนาที่ไม่ธรรมดาหลายคน


เกือบทั้งหมดเป็นชาวนาที่ปิอาโร่บ่มเพาะ และถูกกริดมอบความพิเศษ


นอกจากนั้น หัวหน้าชาวนาคือบลันด์


ทุกคนแข็งแกร่งมาก จนกลุ่มยังบันที่กำลังเดินเตร็ดเตร่ถูกเหมารวมว่าเป็นชาวนาไปด้วย


“ฉันก็เคยเป็นชาวนา”


ครอเกลพูดเสียงเรียบ ราวกับไม่ใช่เรื่องสำคัญ


ท่าทีคล้ายกับหวนนึกถึงความทรงจำเก่า


“อะไรนะ…!”


แต่การตอบสนองของคาเบลลอนนั้นรุนแรงกว่าที่คิด


ใบหน้าขาวซีด เส้นผมลุกตั้งชันแทบทั้งหัว


ดูเหมือนจิตใจจะถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก


‘เห็นทีคงต้องระวังคำพูดให้มากขึ้น’


ในบางครั้ง บางคนก็รับมุกตลกไม่เป็น


นั่นคือในกรณีคาเบลลอน


เป็นคนประเภทที่ สามารถเปลี่ยนสามัญสำนึกตัวเองตามทุกสิ่งที่ได้ยิน


แน่นอน คาเบลลอนไม่ได้โง่


แต่ครอเกลในตอนนี้คืออริยดาบ


ด้วยความเชื่อว่าอริยดาบไม่มีวันโกหก มันจึงเก็บทุกคำของครอเกลไปคิดจริงจัง


ปัญหาก็คือ กลุ่มยังบันก็ไม่ต่างกัน


“เจ้าตัวปัญหานั่นก็เคยเป็นชาวนามาก่อน?”


“ดูเหมือนศาสตร์การเกษตรจะแฝงความลับบางอย่างไว้… ยิ่งถ้าคำนึงจากข่าวลือของชายที่ชื่อปิอาโร่”


“จริงด้วย…”


ยังบันกำลังกระซิบกระซาบ


สำหรับพวกมัน ครอเกลคือบุคคลที่น่าทึ่งเป็นรองเพียงกริด


ชายที่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของยังบันในการพบกันครั้งแรก แต่กลับพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสูสีกับมีร์


สำหรับยังบันที่ได้เห็นพัฒนาการมากับตา ครอเกลคือบุคคลที่ควรเอาเยี่ยงอย่าง


และในวันนี้


ความลับในการพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดดของครอเกล ถูกเปิดเผยแล้ว


______________
ปัจจุบันแปลถึงตอน 2,059   ★ ★ จบบริบูรณ์  ★ ★
ติดตามผู้แปล : www.facebook.com/bjknovel/
#จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ #BJKNovel #BJK_Novel #Overgeared_แปลไทย #Overgeared #นิยาย_เกมออนไลน์ #พระเอกเทพ

Comments

recent post


♥ All Chapters ♥
ออกทุกเย็น
ช่วงเวลา 18.00 - 24.00