จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ 1,720
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งมหาสงครามระหว่างมนุษย์กับอสูร
บราฮัมซึ่งเรียกคืนพลังที่เคยสูญหาย ตระหนักถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง
สัจธรรมที่ว่า ร่างกายแวมไพร์ทายาทสายตรงทนทานกว่าที่คิดมาก
ยิ่งสัมผัสได้ชัดเจน หลังจากเคยดำรงชีวิตในร่างมนุษย์มานานกว่าร้อยปี
เทพแท้จริงคือสถานะ ไม่ใช่ประเภทของสิ่งมีชีวิต
บราฮัมเชื่อว่าร่างกายของตนเป็นรองเพียงบาเอล ผู้ครอบครองชีวิตใกล้เคียงนิรันดร์ซึ่งจะแปรผันตาม ‘ความกลัว’ ในหัวใจมนุษย์
มันค่อนข้างมั่นใจ ร่างกายของตนสามารถฟื้นตัวกลับมาได้แม้จะแหลกสลายในระดับอนุภาค
แต่แน่นอน การทำแบบนั้นต้องมีจิตใจเข้มแข็ง เพราะต้องเผชิญความเจ็บปวดแสนสาหัสชนิดที่ขอตายดีกว่าอยู่
เหล่าทายาทสายตรงที่เคยถูกกริดล่า ไม่ได้มีพลังใจสูงเท่าบราฮัม
สำหรับบราฮัม ความอดทนคืออาวุธประจำกาย
มันเคยถูกมารดาซึ่งตนรักและนับถือมากที่สุด ทอดทิ้งจนสูญเสียทุกสิ่ง
หลังจากตกนรกทั้งเป็น บราฮัมต้องกัดฟันอดทน กอบกู้ตัวเองจนกระทั่งไต่ไปถึงจุดที่สูงกว่าเดิม ถึงจะไม่ได้ง่ายดายนัก แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้
นั่นคือจุดเริ่มต้นของไอเดียสุดบ้าบิ่น ที่คิดจะสร้างหลุมดำจากร่างกายตัวเอง
“คิก… คิกคิก…”
คาร์โดรเสียสติไปแล้ว
หรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง น้ำลายไหลย้อย
ความสง่างามของเทพผู้ดำรงชีวิตได้โดยไม่หายใจ อันตรธานหายไปโดยสิ้นเชิง
เป็นอาการช็อกหลังสูญเสียพลังเทพ?
ไม่ใช่
แค่มีโอกาสเกิดขึ้น
วินาทีเมื่อครู่ ห้วงเวลาของคาร์โดรเข้าใกล้ความเป็นอนันต์
ขณะพลังเทพเริ่มถูกดูดเข้าไปในหลุมดำ กระแสเวลารอบตัวยืดออกราวกับเส้นก๋วยเตี๋ยว แต่ทันใดนั้นก็ถูกเร่งความเร็วกะทันหัน
ท่ามกลางความทรงจำที่ถูกเร่งความเร็ว พลังเทพซึ่งเปรียบดังชีวิตถูกช่วงชิงไป
เกิดเป็นความเจ็บปวดชั่วนิรันดร์
รุนแรงพอที่จะทำให้เทพ กลายเป็นคนปัญญาอ่อน
โชคยังดี คาร์โดรเคยเป็นเทพมานาน จึงอดทนความเจ็บปวดชั่วนิรันดร์ได้ แต่ผลลัพธ์ยังคงเลวร้าย
‘ความเจ็บปวดที่ไม่อยากเผชิญอีก’ ถูกสลักลงในส่วนลึกจิตใจคาร์โดร
มันได้รู้จักความกลัว
อดีตเทวราชาเริ่มหวาดกลัวอัครสาวกของเทพโอเวอร์เกียร์ บราฮัม
“วิญญาณเร่ร่อนแห่งสุสานร้าง… คงน่ากลัวไม่ต่างจากเจ้า”
คาร์โดรจำได้ว่ามีเทพสวรรค์บางตน หวาดกลัววิญญาณเร่ร่อนแห่งสุสานร้าง
ตัวมันที่กำลังหัวอกเดียวกัน พึมพำด้วยเสียงสั่นเทา
ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับบราฮัม
ศีรษะก้มต่ำ
“เสานั่น…”
บราฮัมไม่แยแสคาร์โดรแม้แต่น้อย
หลังจากผสานพลังเทพของคาร์โดรเข้ากับพลังเวท บราฮัมตระหนักว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะใช้งานพวกมัน
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘เสา’ คาร์โดรตัวสั่นเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมาสุขุม
เสาหลักแห่งการสร้าง
อำนาจของมัน
แม้จะถูกใช้ผ่านพลังเทพ แต่ก็เป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวคาร์โดรมาตั้งแต่เกิด
กระทั่งคาร์โดรก็ไม่ทราบหลักการเบื้องหลัง แค่ใช้เพราะสามารถใช้ได้
เหมือนกับมนุษย์ที่หายใจเป็นตั้งแต่เกิด
เพียงเพราะบราฮัมขโมยพลังเทพของคาร์โดรไป ใช่ว่ามันจะใช้งานเสาหลักแห่งการสร้างได้
‘ลองพยายามดูสิ สักร้อยปี หรือพันปี’
เจ้าจะไม่มีวันได้เสานั่นไป…
คาร์โดรที่เคยเสียศูนย์เพราะความพ่ายแพ้อันน่าสมเพช เผยรอยยิ้มเจือจาง
มันเชื่อว่าเสาหลักแห่งการสร้าง ซึ่งกำลังดึงดูดความสนใจของบราฮัม จะกลายเป็นคำสาปหลอกหลอนบราฮัมไปอีกแสนนาน
ทันใดนั้น
ครืน…
“ประมาณนี้สินะ”
เสาต้นเล็กและอ่อนแอ ผงาดขึ้นเหนือเมฆบนท้องฟ้าในจุดห่างไกล
เสาหลักที่แทบจะไร้พลัง
ไม่ต่างจากภูเขาหินไร้ประโยชน์
แต่ปัญหาคือ บราฮัมสร้างมันสำเร็จ
[อัครสาวกเทพโอเวอร์เกียร์ ‘บราฮัม’ รุกล้ำอำนาจของเทพ!]
[มีความเป็นไปได้ที่เขาจะกลายเป็นตัวตนที่ลำดับชั้นสูงกว่า ‘นักล่าเทวตำนาน’]
[ชื่อของบราฮัมถูกบันทึกไว้ในเทวตำนานของ ‘คาร์โดร’ เทพแห่งแอสการ์ด รวมถึงในอีกหลายเทวตำนานของแอสการ์ด]
[อัครสาวกเทพโอเวอร์เกียร์ ‘บราฮัม’ เขียนตำนานบทใหม่]
[เขาหยอกล้อเทพด้วยเวทมนตร์ที่ทรงพลัง และยังรุกล้ำอำนาจของเทพด้วยปัญญาอันสูงส่ง]
[นามของเทพองค์ใหม่ก็คือ…]
“เทพมหาเวทโอเวอร์เกียร์!”
กริดพึมพำด้วยร่างกายสั่นเทาหลังจากอ่านข้อความระบบ
[เทพแห่งเวทมนตร์และปัญญา บราฮัม]
โชคดีที่ข้อความโลกไม่บ้าจี้ตั้งชื่อตามคำพูดกริด
เทพองค์ใหม่ถือกำเนิด
แถมยังเป็นเทพที่มีสองสมญา
ไม่เพียงเท่านั้น ‘ปัญญา’ ยังเป็นหนึ่งในสมญาของยูดาห์
เทพองค์ใหม่ที่เกิดจากการรุกล้ำอำนาจของคาร์โดร อดีตเทวราชาแห่งแอสการ์ด กลายเป็นภัยคุกคามของเทวราชาองค์ปัจจุบันทันทีที่ถือกำเนิด
“ได้ยังไง…”
คาร์โดรที่เพิ่งจะโล่งใจ กลับมาหดหู่อีกครั้ง
เอาแต่อ้าปากค้างราวกับปลาคาร์ปเกยตื้น ไม่หลงเหลือสง่าราศีของเทพอีกต่อไป
บราฮัมเจ้าของใบหน้าอวดดีโดยธรรมชาติ ยกโค้งมุมปาก
“อัครสาวกเทพโอเวอร์เกียร์ บราฮัม เป็นฝ่ายชนะ”
บราฮัมยังเหมือนเดิม
แม้จะเลื่อนสถานะมาเป็นเทพ แต่มันยังเรียกตัวเองว่าอัครสาวกเทพโอเวอร์เกียร์
แน่นอน วีรกรรมของบราฮัมถูกบันทึกลงในมหากาพย์ของกริดด้วย
“เฮ—!!”
เทพแห่งเวทมนตร์และปัญญา สรุปผลการต่อสู้โดยการประกาศชัยชนะให้ตัวเอง
สักขีพยานต่างส่งเสียงเชียร์ให้กับบราฮัม ผู้ฉลองชัยชนะในมาด ‘ข้าเจ๋งที่สุดในโลก’ เหมือนกับทุกครั้ง
“คู่นี้โมฆะ”
ใครบางคนพูดขึ้น
ลอเอล
“…?”
บราฮัมไม่เชื่อหู ส่วนกองเสียส่งเสียงฮือฮา
บราฮัมที่ยืนนิ่งอยู่สักพัก มองลอเอลด้านล่างสังเวียนและถาม
“โมฆะ? ทำไมถึงโมฆะ”
“เดิมที แก่นแท้ของการต่อสู้ได้เปลี่ยนไปเป็นการประชันระหว่างวิชาต่อสู้ของเซราทุล และไอเท็มของฝ่าบาท ดังนั้น ทันทีที่คาร์โดรใช้อำนาจส่วนตัว ไม่สิ ทันทีที่ดยุคบราฮัมอนุญาตให้คาร์โดรใช้อำนาจส่วนตัว การแข่งได้ดำเนินไปในทิศทางผิดจุดประสงค์”
“…”
บราฮัมคือดยุคแห่งปัญญา ไม่สิ เทพแห่งปัญญา
มันเข้าใจข้อโต้แย้งของลอเอลทันที
ทำไมต้องทำตามกฎของเซราทุลด้วย?
ทำไมต้องทำให้ชัยชนะอันมีค่าของฝ่ายเรากลายเป็นโมฆะ?
ไม่มีคำถามแบบนั้นเล็ดลอดออกมา
ลอเอลปรารถนาให้กริดดูดซับระดับตัวตนของเซราทุลจนหยดสุดท้าย
หากสู้ตามกฎของเซราทุลและได้รับชัยชนะ เทพสงครามจะพ่ายแพ้อย่างไร้คำแก้ตัว
ถ้าคำนึงถึงผลเสียของเซราทุล และประโยชน์ที่กริดจะได้รับ ก็เหมาะสมแล้วที่จะประกาศให้ศึกระหว่างบราฮัมกับคาร์โดรเป็นโมฆะ
“โห่—! บู—!”
ขณะบราฮัมทำความเข้าใจเหตุผล เสียโห่ดังมาจากทุกสารทิศ
หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์เจ้าภาพ
แต่ลอเอลไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
มันชินกับการเป็นคนเลวในสายตาผู้คนอยู่แล้ว
นับตั้งแต่กิลด์โอเวอร์เกียร์ ไล่มาจนถึงจักรวรรดิ
ลอเอลเคยกวาดล้างผู้คนไปหลายหมื่น
มันเลือดเย็นชนิดที่เคยมีประวัติสังหารหมู่เชลยศึกที่ยอมจำนน
จะปฏิเสธว่าเรื่องที่ตนทำไม่ใช่สิ่งเลวร้าย?
ลอเอลไม่หน้าด้านขนาดนั้น
มันยอมรับคำวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
ตอนนี้ก็เช่นกัน
“…เข้าใจแล้ว”
ตรงข้ามกับเสียงโห่ บราฮัมพยักหน้ารับแต่โดยดี
เมื่อผู้เกี่ยวข้องโดยตรงเลือกที่จะเคารพการตัดสินใจของลอเอล สักขีพยานรอบเวทีจึงไม่กล้าตำหนิออกนอกหน้า
แต่แน่นอน ในสายตาฝ่ายสนับสนุนโลกโอเวอร์เกียร์ พวกมันยังคงไม่พอใจ
เพราะสูญเสียโอกาสคว้าชัยชนะด้วยคะแนนสี่ต่อหนึ่ง
กลับไปอยู่ในสถานการณ์สามต่อหนึ่งอีกครั้ง
ยังมีโอกาสถูกพลิกเกม
เพราะไม่มีกฎข้อใด ห้ามฝ่ายโลกโอเวอร์เกียร์แพ้สี่คู่รวด
ต้องไม่ลืมว่า เทพแอสการ์ดล้วนแข็งแกร่ง
สักขีพยานจำนวนมากล้วนได้เห็นมากับตา
ผู้ชมส่วนใหญ่เชื่อใจอัครสาวกเทพโอเวอร์เกียร์ และคาดหวังให้ได้รับชัยชนะ แต่ก็ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
ไม่เพียงเท่านั้น ชัยชนะของขุนพลที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างบราฮัมดันมากลายเป็นโมฆะ ขณะที่ฝ่ายแอสการ์ดยังมีเทพเด็กชายตัวเล็ก ซึ่งบราฮัมเคยหวาดระแวงฝีมือ
ภาพที่เทพสวรรค์ยืนขนาบซ้ายขวาเทพเด็กชาย ช่วยยืนยันว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งเพียงใด
“ถ้าเป็นในการ์ตูน นี่คือคู่ที่ทีมของพระเอกจะแพ้ ดังนั้นฉันไปเอง”
ยูเฟอมิน่าเดินขึ้นเวที
ผมทรงทวินเทลสีทองช่วยเน้นย้ำรูปลักษณ์ที่ดูคล้ายเด็กสาว
เป็นภาพที่ไม่เหมาะกับการยืนบนสังเวียนสักเท่าไร
ทว่า เธอคืออาวุธลับของกิลด์โอเวอร์เกียร์
ทุกคนต่างรู้ความลับนั้น โดยเฉพาะเรื่องที่กริดในสมัยก่อนเคยหวาดกลัวเธอมาก
“ยูเฟอมิน่า!”
“ได้โปรดมองฉันด้วยสายตาเหยียดหยาม!”
“ได้โปรดเรียกฉันว่าไอ้โง่!”
สมัยยังเป็นนักคัดลอก
ความงดงามช่วยให้เธอมีแฟนคลับ (?) จำนวนมากที่ง่ายต่อการหลอกใช้
เสียงตะโกนเรียกชื่อยูเฟอมิน่าดังระงมอยู่สักพัก
ส่วนใหญ่ขอให้เธอได้รับชัยชนะ
ยูเฟอมิน่าเดาะลิ้น
‘อย่างเราจะทำอะไรได้…’
จริงอยู่ คลาสผู้สืบทอดมูมัดมีศักยภาพที่จะกลายเป็นเทวตำนาน
ยิ่งหลังจากกินผลดีชั่ว ศักยภาพของคลาสก็ยิ่งเบ่งบานไร้ขีดจำกัด
แต่เมื่อเทียบกับเทพ ยูเฟอมิน่ายังด้อยอยู่มาก
ในศึกก่อนหน้า
คาร์โดรตำหนิเหล่าเทพที่เอาแต่จับกลุ่มฟาดฟันอาวุธ แต่ในสายตาคนนอก นั่นไม่ใช่พฤติกรรมที่น่าอับอาย
เพราะการฟาดฟันแต่ละครั้งของเทพ ล้วนสร้างคลื่นทำลายล้างระดับภัยพิบัติ
หากไม่มีบาเรียเวทมนตร์ที่ทรงพลังกางปกคลุมเมืองไว้
ไรน์ฮาร์ทคงมีสภาพราวกับถูกยิงถล่มด้วยหัวรบนิวเคลียร์
จะให้สู้และเอาชนะสิ่งมีชีวิตป่าเถื่อนเหล่านั้น?
ยูเฟอมิน่าไม่มั่นใจสักเท่าไร
‘เราไม่ใช่ครอเกลสักหน่อย’
ทุกคนที่ดูแคลนครอเกลมักมีจุดหนึ่งเหมือนกัน
คือพวกที่นำครอเกลไปเปรียบกับกริด
ผิดตั้งแต่คู่เทียบแล้ว
ถ้าไม่นับกริด ครอเกลคือผู้เล่นอันดับหนึ่งของโลกชนิดที่ไม่มีใครใกล้เคียง
แต่เพื่อสู้กับเทพ ครอเกลยังต้องอาศัยความพิเศษของอริยดาบเพื่อสวมใส่ดาบของกริด
ยูเฟอมิน่าประเมินว่าตนยังอ่อนแอกว่าครอเกลหนึ่งขั้น
ใครก็ตามที่มองว่าเธอสูสีกับครอเกล คือพวกที่ประเมินครอเกลไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง
หรือไม่ก็พวกลัทธิบูชากริด
‘ทั้งหมดเป็นเพราะพี่กริดชอบประเมินเราไว้สูงเกินความจริง’
หลังจากเริ่มสนิทกับเซฮี ยูเฟอมิน่าติดนิสัยเรียกกริดว่าพี่ (อปป้า)
ทันใดนั้น หญิงสาวเผยรอยยิ้ม
เพราะความคิดหนึ่งทยอยผุดขึ้น
นับตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกริด จวบจนปัจจุบัน
ยูเฟอมิน่าอยากตอบแทนกริด ที่เชื่อมั่น (?) ในตัวเธอมาตลอด
‘…เราก็ไม่คิดจะยอมแพ้ง่ายๆ เหมือนกัน’
สำหรับตอนนี้ ไม่ใช่แค่กริด แต่คนทั่วโลกกำลังเชื่อใจเธอ
จอมเวทจากหอนิรันดร์กำลังจับกลุ่มส่งเสียงเชียร์
“ออกไปสู้ให้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวว่าจะบาดเจ็บ”
เซฮี
กระทั่งนักบุญหญิงก็ยังยุยงประหลาดๆ อย่างการบอกให้เจ็บตัวได้เต็มที่
ปกติแล้วต้องอวยพรไม่ให้เจ็บตัวไม่ใช่หรือ?
‘…นี่คือแต้มสำคัญ’
ตามหลักแล้ว ครั้งนี้เธอต้องแพ้
“ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น”
ยูเฟอมิน่าหันกลับไปมองซิก มีร์ และซาลิเอลที่เมื่อครู่เพิ่งยืนข้างกัน จากนั้นก็ยิ้ม
รอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ที่แฝงความขี้เล่นเจือมั่นใจ
รอยยิ้มของนังเด็กปีศาจ
“พวกเราจะไม่แพ้”
ปิอาโร่และบราฮัมคือส่วนสำคัญที่ทำให้ยูเฟอมิน่าฮึกเหิม
ปิอาโร่คือผู้มีพระคุณที่ยกผลดีชั่วให้
ยูเฟอมิน่าอยากเอาชนะเพื่อเขา ผู้กำลังหดหู่เพราะเป็นคนเดียวที่พ่ายแพ้
อยากเดินไปบอกกับปิอาโร่ว่า คุณคือคนที่ช่วยให้ฉันคว้าชัยชนะ
ส่วนบราฮัม
ชายคนนี้ประเมินมูมัดไว้สูง
จึงคอยจับตาดูยูเฟอมิน่าเสมอ
แล้วก็ต้องผิดหวังอยู่ร่ำไป
เพราะความแตกต่างระหว่างมูมัดในความทรงจำบราฮัม กับยูเฟอมิน่าที่สืบทอดพลังมา ยังมีช่องว่างอยู่มาก
แน่นอน บราฮัมไม่เคยแสดงความผิดหวังออกนอกหน้า
แต่ยูเฟอมิน่าสัมผัสได้
คราวนี้เธอต้องการเติมเต็มความคาดหวังของบราฮัม
หากได้ยินคำชมจากอีกฝ่าย ปมในใจจะคลายออกทันที
เหนือสิ่งอื่นใด
“ฉันชนะแน่”
ไม้เท้าที่กริดเพิ่งยกให้ คือรากฐานความมั่นใจของยูเฟอมิน่า
ไม้เท้ารุ่นพิเศษที่ถูกออกแบบทันที หลังจากทราบว่าเธอกินผลดีชั่วจนสามารถใช้ทรัพยากรได้ทุกประเภทอย่างไร้ข้อจำกัด
คุณสมบัติสำคัญของไม้เท้าด้ามใหม่ สอดคล้องกับตัวเธอในตอนนี้มาก
“เธอทำได้แน่”
กริดส่งข้อความเสียงมาหา
ชายหนุ่มเปรียบเทียบตัวเองสมัยก่อนจะเป็นเทพ กับยูเฟอมิน่าในปัจจุบัน
ผิดจากคนอื่น กริดคาดหวังในตัวยูเฟอมิน่าด้วยเหตุผลที่จับต้องได้
ซู่ว…
ห้วงมิติรอบสังเวียนถูกครอบงำด้วยอวกาศ
Comments
Post a Comment