จ้าวแห่งยุทธภัณฑ์ 1,713
“เอกเทพจะเสด็จเยือนพร้อมกับเทพที่รับใช้พระองค์!!”
“พวกสามัญชนผู้โง่เขลาที่ถูกมนุษย์อย่างเทพโอเวอร์เกียร์หลอกลวง! จงประจักษ์สง่าราศีและสุดยอดฝีมืออันไร้เทียมทานของพระองค์!”
“เทพสงครามเซราทุลจะนำพาพวกเจ้ากลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง!”
ในซาทิสฟาย สาวกเทพสงครามมักถูกจำแนกให้เป็นมอนสเตอร์
เป็นธรรมดาที่ผู้คนจะหลีกเลี่ยงและทำเหมือนสิ่งปฏิกูล
นั่นเพราะพวกเสียสติที่ถูกล่อลวงโดยคัมภีร์เคล็ดวิชาของเทพสงคราม เป็นพวกหัวรุนแรงที่ไม่รู้จักความเจ็บปวดและความกลัว
ช่างน่าขัน เผ่าพันธุ์ของพวกมันถูกจำแนกให้เป็นมนุษย์ ทั้งที่พึ่งพาสัญชาตญาณยิ่งกว่าสัตว์ร้าย
พวกมันจะยิ่งแข็งแกร่งตามจำนวนคัมภีร์เคล็ดวิชาที่ได้ครอบครอง
แม้ไอเท็มดรอปจะมีมูลค่าสูงเทียบเท่ามอนสเตอร์ระดับบอส แต่ก็ควรหลีกให้ห่างที่สุด
ตัวน่ารังเกียจเหล่านั้น กำลังตั้งขบวนแห่แถวยาว
กลุ่มที่เริ่มต้นด้วยผู้คนหลักสิบจากทั่วทุกมุมทวีป เพิ่มปริมาณจนกลายเป็นหลายหมื่น
การดำรงอยู่ของพวกมันคือภัยคุกคาม นี่จึงเป็นการเคลื่อนไหวระดับภัยพิบัติ
เหตุผลก็คือ สัญชาตญาณอันแรงกล้าที่คอยควบคุมเหล่าสาวกเทพสงคราม คือใจรักในชัยชนะ
ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็นสัตว์ร้าย คน หรือมอนสเตอร์ พวกมันจะพุ่งเข้าไปสู้ทุกครั้งที่สบตา
แล้วจะให้มองดูคนเหล่านั้น รวมตัวเป็นฝูงใหญ่ด้วยความสบายใจได้อย่างไร?
ผู้คนพากันแตกตื่น และหลบหนีอย่างอลหม่าน
กลุ่มที่ตระหนักว่าสาวกเทพสงครามเก่งกาจเพียงใด รู้สึกกลัวตายทันทีที่ได้เห็นขบวนแห่
แต่ผิดคาด ไม่มีการนองเลือดเกิดขึ้น
สาวกเทพสงครามข่มสัญชาตญาณไว้ เป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง
ไม่สิ รู้สึกเหมือนกับถูกใครบางคนครอบงำมากกว่า
แตกต่างจากสาวกเทพสงครามทั่วไปที่เคยพบเจอ สภาพพวกมันค่อนข้างย่ำแย่
สาวกเทพสงครามรุ่นก่อนมีร่างกายยอดเยี่ยมเสียจน แค่เห็นก็กระจ่างทันทีว่า ‘นี่คือมนุษย์ที่ถูกเลือก’ ทว่า ร่างกายสาวกที่กำลังเดินขบวน กลับอยู่แค่ระดับมาตรฐานหรือต่ำกว่า
เป็นหลักฐานว่าอีกฝ่ายกำลังรีบ
เสียงล่อลวงที่ผุดจากจิตใต้สำนึก ซึ่งแต่เดิมจะเกิดกับมนุษย์ผู้ถูกเลือกเท่านั้น คราวนี้พุ่งเป้าไปยังผู้คนหมู่มาราวกับการหว่านแห
ประหนึ่งมีจุดประสงค์เพียงเพื่อป่าวประกาศ
เซราทุลลงทุนพรากชีวิตนับหมื่น เพียงเพราะต้องการเชิดชูศาสนาของตน
ดังที่เคยพิสูจน์ให้เห็นในมหาสงครามระหว่างมนุษย์กับอสูร เทพสวรรค์ไม่ได้ดำรงอยู่เพื่อมนุษย์
คำกล่าวอ้างของเทพโอเวอร์เกียร์เป็นความจริงมาตลอด
“พ่อ!!”
สาวกเทพสงครามเอาแต่ตะโกนประโยคเดิมด้วยดวงตาสั่นเทา
“แม่…!”
จนกระทั่ง สมาชิกของบางครอบครัวอาเจียนเป็นเลือด แต่ยังคงตะโกนต่อไปด้วยลำคอแดงก่ำ
“เรย์โนลด์!”
“อารัน!”
ทั้งคนรัก เพื่อน
ทุกคนพยายามตะโกนเรียกชื่อคนสำคัญที่เปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน แต่ไม่มีใครเอื้อมถึงพวกเขา เสียงร้องทำได้เพียงดังโหยหวน
“หากไร้วิชาต่อสู้ มนุษยชาติจะไม่สามารถปกป้องตัวเอง!!”
“และเทพโอเวอร์เกียร์ ผู้ที่บังอาจทำให้พวกเจ้าหลงลืมพระคุณของเอกเทพ กำลังจะถูกลงทัณฑ์สถานหนัก!!”
“นี่คือการต่อสู้อันศักดิ์สิทธิ์เพื่อปลดปล่อยพวกเจ้า! เอกเทพเสด็จเยือนเพื่อช่วยเหลือทุกคน!!”
“เทพสงครามเซราทุลจงเจริญ!!”
“เทพสงครามเซราทุลจงเจริญ!!”
ขบวนแห่เพิ่มขนาดอย่างไม่รู้จบ
สันนิษฐานว่าปลายทางคือกรุงไรน์ฮาร์ท
ถิ่นของกริด และสำนักงานใหญ่ศาสนจักรเทพโอเวอร์เกียร์
เนื่องจากพัฒนาจนกลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในทวีป จึงสามารถรองรับผู้ชมได้มหาศาล
จากมุมมองของเซราทุล ผู้ต้องการทำลายกริดต่อหน้าสักขีพยานจำนวนมาก ไม่มีสังเวียนใดเหมาะไปกว่ากรุงไรน์ฮาร์ทอีกแล้ว
“ไอ้พวกขยะ…”
ป้อมปราการแพเทรี่ยน
จากบรรดาประตูสู่กรุงไรน์ฮาร์ททั้งหมด ป้อมแพเทรี่ยนโด่งดังที่สุดในฐานะ ‘กำแพงแห่งการคร่ำครวญ’
เจ้าเมืองอัชเชอร์โกรธจนตัวสั่นเมื่อเห็นขบวนแห่ของสาวกเทพสงคราม เดินเข้าหาประตูป้อมโดยปราศจากความลังเล
มันอยากจะเปลี่ยนกลุ่มคนที่เอาแต่ตะโกนว่า ‘เปิดประตูเมือง’ ให้กลายเป็นซากเถ้าถ่านในพริบตา
แต่ก็กัดฟันทน
เพราะมีคำสั่งจากเบื้องบนให้เปิดประตู
คำสั่งมาจากบุคคลระดับสูงที่แม้แต่มาร์ควิสอัชเชอร์ยังหมดสิทธิ์มีปากเสียง
มหาเสนาบดีลอเอล
ปฏิเสธไม่ได้ และไม่ควรทำ
“เปิดประตู…!”
มาร์ควิสอัชเชอร์ที่ออกคำสั่งอย่างเจ็บแค้น จ้องเขม็งไปทางขบวนแห่ของสาวกเทพสงครามราวกับจะกลืนกิน
พวกมันเดินเตร่ไปรอบเมืองพลางส่งเสียงตะโกนราวกับไม่แยแส
สาวกเทพสงครามอ้างว่า การดำรงอยู่ของเซราทุลได้ให้กำเนิดวิชาต่อสู้ ซึ่งช่วยให้มนุษยชาติอยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบัน
ไม่ว่าจะฟังยังไงก็ไร้สาระ
ทุกคนล้วนทราบดี วิชาต่อสู้เกิดก่อนเซราทุล
นับตั้งแต่มนุษย์เปลือยเปล่าจนกระทั่งก่อตั้งอารยธรรม
อัชเชอร์ตีความว่า เซราทุลถือกำเนิดจากความปรารถนาอันแรงกล้า ของมวลมนุษย์ที่พยายามดิ้นรนเอาตัวรอด
แต่ก็ไม่กล้าพ่นความคิดนั้นออกจากปาก
เพราะสาวกเทพสงครามเป็นพวกสติไม่ดี ต่อให้จับเข่าคุยกันสักร้อยวันก็ไม่เกิดประโยชน์
มาร์ควิสอัชเชอร์ทำได้เพียงสวดวิงวอน
“ได้โปรด… พระองค์ได้โปรดกวาดล้างขยะเหล่านี้ให้สิ้นซาก รวมถึงไอ้ระยำที่ให้กำเนิดพวกมัน…”
***
[แสงแดดของพระอาทิตย์บนผืนนภา ฉาบลงบนขบวนแห่ของสาวกที่กำลังมุ่งหน้าไปยังกรุงไรน์ฮาร์ท]
[จงคอยให้กำลังใจ ‘ศาสนจักรเทพสงคราม’ และเหล่าสาวก สวรรค์จะขอบคุณท่านและมอบรางวัลปริศนาให้]
“แยกแยะมิตรศัตรูไม่ออกแล้วหรือ”
ลอเอลแสยะยิ้ม
ฮานึลที่เข้าสู่ ‘วัฏจักร’
ข้อความแจ้งเตือนที่เกิดจากจิตใต้สำนึกของฮานึล
ในช่วงหลัง ฮานึลคอยแจกจ่ายภารกิจคุกคามจักรวรรดิโอเวอร์เกียร์และศาสนจักรเทพโอเวอร์เกียร์ แต่คราวนี้ถึงกับให้กำลังใจเซราทุล
ราวกับหลงลืมไปแล้วว่า ศัตรูตัวฉกาจของอาณาจักรฮวานคือแอสการ์ด
ดูเหมือนความขุ่นเคืองใจและความแค้นที่มีต่อกริดก่อนฮานึลจะเข้าสู่วัฏจักร จะทำให้เกิดสถานการณ์สุดประหลาด
‘แต่ยังฟันธงไม่ได้ว่าเป็นความแค้น’
กริดเคยบอกว่า
มังกรโบราณทั้งหมด ยกเว้นมังกรมาร คือตัวตนที่ยากจะทำความเข้าใจ
กริดสารภาพตามตรงว่า ตนรู้สึกหวาดกลัวจากก้นบึ้ง เพราะมิอาจทำความเข้าใจพฤติกรรมของมังกรจอมเขมือบได้แม้แต่เรื่องเดียว
นับประสาอะไรกับเทพต้นกำเนิด?
อันตรายมาก หากพยายามทำความเข้าใจด้วยสามัญสำนึกของมนุษย์ ไม่มีทางเดาได้เลยว่าจะเกิดปัญหาใดตามมา
‘ตามที่ฝ่าบาทรับสั่ง เราไม่ควรขบคิดให้เปลืองสมอง’
หรืออย่างน้อย ให้ทำเหมือนกับอีกฝ่ายไม่มีตัวตน
นี่ไม่ใช่การแทรกแซงที่ใหญ่โตอะไร
จริงอยู่ การคุกคามจากฮานึลอาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่มากไปกว่าการมอบภารกิจให้ผู้เล่น
เมื่อพิจารณาว่า ผู้เล่นส่วนใหญ่อยู่ฝ่ายจักรวรรดิโอเวอร์เกียร์ ภัยจากฮานึลจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่
แต่ถ้าพ่ายแพ้ในสังเวียนศักดิ์สิทธิ์ สถานการณ์จะเปลี่ยนไปมาก
พวกคลั่งเทพสงครามจะอาละวาด และจิตใจของสาธารณชนจะสั่นคลอน
หากคิดจะต่อสู้ต่อหน้าประชาชน ก็ต้องเตรียมตัวรับมือผลที่จะตามมาด้วย
ไม่ว่ายังไงก็ห้ามแพ้ ดังนั้น ข้อได้เปรียบของผู้เล่นทำนองว่า ‘แพ้ก็ไม่เป็นไร’ หรือ ‘ตายก็คืนชีพใหม่’ จึงมิอาจนำมาใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน
ได้แต่นึกสงสัยว่า เซราทุลจงใจเล็งโจมตีในจุดนี้หรือไม่
“แต่ก็คงไม่เป็นไร…”
ลอเอลเชื่อใจกริด
รวมถึงเหล่าอัครสาวก
เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการความพ่ายแพ้ของคนเหล่านั้น
แต่หลังจากเห็นเซราทุลลงมืออย่างจริงจัง ความกลัวเริ่มก่อตัวภายในใจ
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมั่นใจมากทีเดียว
ถึงจะเป็นเทพสงครามปลอมก็เถอะ
“มหาเสนาบดีทำหน้าแบบนี้จะดีหรือ”
ขณะลอเอลมองออกไปนอกหน้าต่าง และเห็นเฒ่าเคย์กำลังสบถด่าสาวกเทพสงครามที่พยายามประกอบพิธีกรรมบนแผ่นดิน
“องค์มเหสี…! ทำไมถึง…”
อัครมเหสีไอรีนแวะมาเยี่ยมห้องทำงานของลอเอล
หลังจากเห็นลอเอลทำตัวขรึมและนำทางเธอไปนั่ง ไอรีนส่ายหน้า
“ฉันไม่ได้มารบกวนเวลาของท่านมหาเสนาบดี… รับไปสิ ใบชาเวร่าที่ดองในน้ำมะนาวและนำไปตากแห้ง”
[ท่านได้รับ <ใบชาแห้งของอัครมเหสีไอรีน>]
<ใบชาแห้งของอัครมเหสีไอรีน>
ใบชาแห้งที่เป็นผลผลิตจากวัตถุดิบล้ำค่า และความใส่ใจของอัครมเหสีแห่งจักรวรรดิและภรรยาของเทพ ‘ไอรีน’
ด้วยภูมิหลังอันยิ่งใหญ่ มันแฝงเทวตำนานไว้เลือนราง
หากนำไปชงชาดื่ม สมองจะปลอดโปร่ง ช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจที่ผิดปกติ และสร้างภูมิคุ้มกัน
“ท่านมหาเสนาบดี ไม่ต้องกังวลกับสิ่งที่จะเกิด แค่เชื่อใจฝ่าบาทก็พอ”
“…”
เป็นอีกครั้งที่ลอเอลสัมผัสได้
อัครมเหสีไอรีนผู้คอยมอบรอยยิ้มอันอ่อนโยนและส่งกำลังใจให้คนรอบข้างอยู่เสมอ สำคัญกับจักรวรรดิมากแค่ไหน
ผู้ที่คอยค้ำจุนจักรวรรดิจากภายใน ไม่ใช่ใครนอกจากเธอ
แม้แต่ตอนนี้ ทั้งที่ยังไม่ได้ดื่มชา เรากลับมาสุขุมได้เพราะเธอ…
“เข้าใจแล้ว”
หลังจากไอรีนกลับไป
ลอเอลออกจากวังทันที
เพื่อไปหาเฒ่าเคย์ ผู้ยังคงสบถด่าสาวกเทพสงครามทำนองว่า ‘มีสิทธิ์อะไรมาประกอบพิธีกรรมบนแผ่นดินนี้!’
“เฒ่าเคย์ เราจะกันคนออกจากจัตุรัสกลางเมือง ดังนั้น ช่วยสร้างเวทีสุดอลังการและยิ่งใหญ่ขึ้นที่นั่น ฉันจะตามช่างไม้ฝีมือฉกาจมาให้”
“เจ้ากำลังพูดอะไร ทำไมมหาเสนาบดีถึงยอมทำตามข้อเรียกร้องของไอ้พวกเวรตะไล…”
“จะปล่อยให้ฝ่าบาทสู้ข้างถนนรึไง”
“…”
“คงปล่อยให้สาวกเสียสติเหล่านั้นสร้างสิ่งของตามอำเภอใจในถิ่นของเราไม่ได้ ฉันจึงอยากรบกวนเฒ่าเคย์”
“เฮ้อ…”
เฒ่าเคย์ขมวดคิ้วพลางเกาเครา เป็นภาษากายบ่งบอกถึงความไม่พอใจ
ถัดมาไม่กี่นาที ลอเอลได้ฟังคำตอบ
“เข้าใจแล้ว แต่เจ้าต้องให้ข้าเป็นคนออกแบบรูปทรงของเวที”
“ท่านจะสร้างอะไร…”
“โลงศพ ข้าจะตกแต่งเวทีให้เหมือนกับโลงศพของเทพสงครามเวรตะไลนั่น”
“เยี่ยมเลย”
ไม่กี่วันถัดมา
เป็นเวลาเดียวกับที่สาวกเทพสงคราม ซึ่งเดินเตร่ไปทั่วเมืองพลางสรรเสริญเทพสงคราม ทยอยหมดสติล้มลง
นักบุญหญิงรูบี้ตระเวนรักษาคนเหล่านั้น ซึ่งแต่เดิมก็เป็นชาวจักรวรรดิ ด้วยลำแสงอันอบอุ่นจนหายดี ส่วนเฒ่าเคย์ก็สร้างเวทีจนเสร็จ
หากมองจากมุมสูงหลายสิบเมตร นี่คือเวทีขนาดมหึมาที่มีรูปทรงคล้ายโลงศพ
เป็นธรรมดาที่ต้องมีขนาดใหญ่ เพราะนี่คือสังเวียนการต่อสู้อันศักดิ์สิทธิ์ของเทพ
จัตุรัสกลางเมืองกลายเป็นเวทีที่รองรับผู้คนได้หลายแสน แถมยังครอบด้วย ‘โดมบาเรีย’ ฝีมือเทพแห่งโลกโอเวอร์เกียร์และบราฮัม
“กริดคงรู้ตัวว่าที่นี่จะกลายเป็นหลุมศพของมัน”
ซู่ว!
เทพสงครามเซราทุล ลอยลงมาจากท้องฟ้าที่มืดครึ้มกะทันหัน สายฟ้าสีเหลืองทองสว่างวาบ ก่อนจะเรียงตัวเป็นบันไดให้มันย่างกราย เทพแปดองค์เดินตามลงมาพร้อมกับเมฆสีทอง
ตรีเอกานุภาพสมบูรณ์แบบ
Comments
Post a Comment